Skip to content

ออมเงินเพื่อดูแลหัวใจ

August 28th, 2006

Webmaster

ออมเงินเพื่อดูแลหัวใจ

ตอน ออมเงินเพื่อดูแลหัวใจ The Art of Living Well & Retirement Planning

แขกรับเชิญ : คุณธีระ ภู่ตระกูล ประธานบริหาร บลจ.ฟินันซ่า และ

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ

พิธีกร : ปฏิพร สิทธิพงศ์

 

ปฏิพร –วันนี้เราอยู่ที่งาน The Art of Living Well & Retirement Planning หลายคนสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ก็จะเกี่ยวกับความพร้อมก่อนการเกษียณอายุ ยิ่งเตรีมตัวเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเร็วเท่านั้นคะ

 

ปฏิพร –ขอถามหน่อยคะว่ามันไม่ยาวไปหรือคะ มาพูดคุยการเตรียมการเกษียณอายุ บางคนอีกนานกว่าที่จะเกษียณ ทำไมถึงต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ คะ?

ธีระ – เรื่องการเกษียณนี่รอให้สายเกินไปมันจะไม่ทัน วางแผนก่อนจะได้เปรียบค่อนข้างเยอะ เรื่องการเกษียณก็เหมือนการเดินทาง เชื่อว่าทุกคนไม่อยากจะเกษียณ คือไม่ใช่เป้าหมาย และบางคนทำใจไม่ได้ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนหรือคนในเครื่องแบบ พออายุ 55 – 60 แล้วสิ่งพวกนั้นหมดไปก็ทำใจค่อนข้างลำบาก แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกว่าพวก CEO ใหญ่ ๆ ของบริษัทในอเมริกา พอเกษียณอีกไม่กี่ปีก็ตาย เหมือนกับมันเฉาตาย เพราะฉะนั้นในเรื่องการเกษียณเหมือนกับเป็นการเดินทาง และก็เรื่องการเดินทางนี่คือชีวิตมีขึ้นมีลง ผมบอกได้เลยว่าไม่มีทางที่จะเส้นตรงเผงอย่างนี้นะครับ อันนี้ก็คือความท้าทาย ไหน ๆ จะเดินทางถ้ามันเรียบง่ายไปมันก็ไม่สนุก ว่ามีความท้าทาย มีคนมาร่วมเดินทางด้วย

 

สิ่งเหล่านี้มันมีผลค่อนข้างเยอะ คือว่าเรื่องการออมในปลายชีวิตนี่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้เลยว่าการเกษียณได้ดีและจะมีอันจะกินเนี่ย เริ่มต้นด้วยการวางแผนก่อน ยกตัวอย่างเหมือนกับว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เราอยากจะไปเกษียณที่เชียงใหม่ เดินทางตอน 40 ปี 60 ปี แต่เท่าที่ผมดูพวกลูกค้าเราทั้งหลายเนี่ย ค่อนข้างมั่นใจว่าไปไม่ถึงเชียงใหม่ คือดูจากตัวเงินออมที่เก็บมานะครับ ดูจากวิธีการใช้เงินเนี่ย ผมมีความรู้สึกว่าจะไปไม่ถึง คือมันยังห่างไกลอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นในตัวการวางแผนเนี่ยก็พวกเราอยากจะมาดูว่าพวกเราพร้อมหรือยังเนี่ยที่จะออม

 

ก่อนการเดินทางเนี่ย ที่เมื่อกี้คุณปฏิพรกล่าวถึงว่า อายุมันก็หลากหลายนะครับ 30 บ้าง 40 บ้าง เนี่ย คือไฟเขียวของเส้นทางชีวิตเนี่ย พวกเราอาจจะไม่ทราบนะครับ แต่ว่ามันเขียวตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเข้าโรงเรียนอนุบาลเนี่ย ว่าคุณไปโรงเรียนอะไร คุณจบอะไรมา คุณทำอาชีพอะไร คือจบหมอกับจบพยาบาลมันก็ต่างกันแล้ว มันจะเขียวไม่เท่ากันนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่ผ่านมา 30 – 40 ปีที่ผ่านมาของหลายคนในที่นี้ ผมอาจจะช่วยคุณไม่ได้ แต่ที่ผมจะช่วยได้ก็คือเรื่องที่ว่าไปถึงเป้าตรงนี้อย่างไร แต่ที่เรียนว่าจากหลายคนในห้องนี้ว่าไฟมันเขียวมาแล้วประมาณ 40 ปี และดูจากหลายคนในที่นี้ เวลาทำมาหากินของทุกท่านในที่นี้คงเหลืออีกไม่กี่ปี 10 – 20 ปีเท่านั้นเนี่ยที่จะเผื่อในแง่ของตัวการเกษียณเนี่ย มันก็เป็นเรื่องที่ดีใจที่มางานสัมมนาในที่นี้ ก็เข้าสู่ไฟเขียวนะครับ

 

งั้นตรงนี้ผมอยากจะเริ่มต้นตรงนี้ว่า 40 ปีที่ผ่านมาคุณทำมาหากินอย่างไร คุณเก็บออมอย่างไรผมช่วยคุณไม่ได้ คุณประสบความสำเร็จหรือเปล่า ผมช่วยคุณไม่ได้ และก็สำหรับลูกค้าหลาย ๆ คน อันนี้ไม่ใช่สำหรับคนเงินเดือนเยอะ ๆ เท่านั้นที่จะเกษียณได้ดี คนเงินเดือน 2 หมื่นก็ได้ ผมก็ช่วยคุณ ได้ แต่ผมจะถามคำถามง่าย ๆ แค่ 4 คำถาม เหมือนกับ เด็กมากระซิบซานตาคลอสว่าอยากจะได้อะไร คือคำถามแรกนะครับ คือคุณมีเงินเดือนเท่าไหร่ ผมไม่ Care แต่อยากจะถามว่าในช่วง 30 – 40 ปีนี่นะครับ คุณเก็บเงินได้สักเท่าไหร่ เพื่อการเกษียณนะครับ ผมจะได้ดูได้นะครับว่าเราเริ่มต้นจาก Base จากตรงไหน อันนี้คือคำถามแรกเลยนะครับ

 

คำถามที่ 2 อันนี้ผมคิดว่าคนไม่ค่อยคิดถึงมันเท่าไหร่ ว่าถ้าเราจะเกษียณมาจริง ๆ สมมุติ 60 – 20 ปีเนี่ย มันต้องใช้เงินสักเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้ที่เป็นกระแสพูดกันเยอะคือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเนี่ย ผมอยาจะขอสวนกระแสสักนิดนึง เดี๋ยวอยากจะให้คุณหมอเสริมว่าพอเพียงเนี่ย เจ้าตัวจะเป็นคนตอบได้เอง แต่เมื่อเราพูดในเรื่องการเกษียณเนี่ย คือพูดเรื่องเงิน มีเกินเนี่ยมันดีกว่ามีขาด อันนี้แน่นอนและในเรื่องที่ว่า การเกษียณเนี่ยอยากจะให้ทุกคนเป็นคนเห็นแก่ตัวไว้ก่อนว่าการเกษียณของตัวเองต้องมาก่อน คืออย่างอื่นมันกู้ได้ กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ การศึกษาบุตร มีอะไรพวกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่กู้ไม่ได้คือกู้เพื่อการเกษียณ เพราะฉะนั้นในประเด็นตรงนี้เราจะมาดูกันว่า มันต้องใช้เงินสักเท่าไหร่และมีพอหรือเปล่า และคำถามที่ 3 ก็คือว่าตอนนี้พวกเราทุกคนมีเวลาไม่เท่ากัน คือเวลาที่เหลือในการทำมาหากินมันไม่เท่ากัน

 

ปฏิพร –คือคำถามตรงนี้คือเหลือเวลาทำงานอีกเท่าไหร่ใช่ไหมคะ?

ธีระ – ใช่ครับ ประเด็นตรงนี้ก็ สมมุติว่าบางคนอายุ 55 ปีแล้วอย่างนี้ จะเกษียณ 60 นี้แล้วนะครับ คุณก็เหลือเวลาอีกแค่ 5 ปี และ 5 ปีนี่เราจะช่วยอะไรได้หรือเปล่ามันคงต้องดู แต่แน่ใจว่ามีว่าเราจะช่วยได้นะครับ และก็คำถามสุดท้าย ซึ่งมีความเข้าใจผิดกันเยอะ เรื่องเกี่ยวกับว่าคุณยอมรับความเสี่ยงได้สักขนาดไหน เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาลูกค้าของเราหลายคนนี่ก็คือว่าเรื่องการออม การเกษียณแล้ว เป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ขาดทุนไม่ได้ เงินต้นต้องไม่หายนะครับ ตัวนี้เป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเลยนะครับและก็เป็นเหตุผลหลักที่ว่าหลาย ๆ คนในห้องนี้ที่อยากจะไปเกษียณที่เชียงใหม่ แต่ไปได้แค่อยุธยา ก็เพราะว่าข้อนี้ ประเด็นนี้ที่ผมอยากจะหยิบขึ้นมา

 

ปฏิพร –คือมัน Conservative เกินไป ทำให้ขาดโอกาสที่จะทำให้เงินงอกเงยหรือคะ?

ธีระ – คืออาจจะกลัวนะครับ คือปิดประตูไปหมด ตลาดหุ้น เรื่องลงทุนต่างประเทศ ปิดประตูหมด ไม่เข้าใจ และถ้าตอบผมได้ 4 คำถามแล้วเดี๋ยวผมจะช่วยแนะให้ว่าจะไปให้ถึงเป้าหมายตรงนี้ยังไง หรือว่าจะไปหล่นที่จังหวัดไหน

ศ.นพ.นิธิ – ผมขอเสริมอะไรนิดนึง ผู้ฟังจะได้มีโจทย์เพิ่มขึ้นเข้าไปอยู่ในสมการตรงนี้เพราะว่า ผมว่าค่อนข้างจะสำคัญที่เราต้องดูเรื่องของสุขภาพและก็ชีวิตของเราเมื่อพูดถึงเรื่องเกษียณนะครับ เพราะว่าสมัยก่อนนี่ อายุเฉลี่ยของคนไทยจะประมาณ 60 กว่าปี ปัจจุบันนี้ขึ้นไปเป็น 70 กว่าปี เพราะฉะนั้นถ้าสมการง่าย ๆ ก็คือว่า เมื่อก่อนคุณเกษียณปุ๊บ อีกไม่กี่ปีคุณตายแล้ว เงินที่คุณต้อง Save ไว้ก็ไม่เท่าไหร่ แล้วก็ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หลังเกษียณเนี่ย พวกเราก็ไม่ต้องทำงาน ไม่ได้ลงทุนนะครับ ก็มีแต่เรื่องของการหาความสุข แต่ว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากการรักษาพยาบาล ดูแลสุขภาพ เพราะฉะนั้นก็จะคล้ายกัน เราจะทำอย่างไรในการลงทุนสุขภาพได้

 

คำตอบของผมก็เหมือนกับของคุณธีระเลยว่าการดูแลสุขภาพนั้นเราจะต้อง Safe มาตั้งแต่เราอายุน้อย ๆ ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดกันต่อ ๆ ไป เพื่อมห้เห็นภาพว่าค่าใช้จ่ายของเราจะเป็นอย่างไรนี่นะครับ ผมมีตัวเลขให้ทุกคนคำนวณดูนะครับ คนไข้ที่มา OPD คือคนไข้นอก เฉลี่ยแล้วนี่แต่ละครั้งจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3 – 4 พันบาท นี่ไม่นับโรคหัวใจเพราะโรคหัวใจจะสูงกว่านี้

 

ปฏิพร – 3 – 4 พันนี้โรคอะไรคะ?

ศ.นพ.นิธิ – โรคทั่ว ๆ ไปเลย เฉลี่ยแล้วเนี่ย แล้วคนนึงเนี่ย ถ้าอายุ 40 ขึ้นไปเนี่ย หรือมีโรคประจำตัวเสียแล้วและเป็นโรคหัวใจเนี่ยคุณต้องมาพบแพทย์ปีนึงประมาณ 4 – 5 ครั้ง อันนี้อันที่ 1 ส่วนอันที่ 2 คือคนไข้ที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลที่เป็นมากเนี่ย ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งเนี่ยจะประมาณ 1 – 2 แสนบาท เพราะฉะนั้นอันนี้เนี่ยเราต้องเตรียมตัวไว้ ก็มีคนถามอีกว่าตอนนี้เราแข็งแรงดี โชคดีไม่เป็นอะไร มันก็โรคนึงที่บังเอิญผมชำนาญ ก็คือ โรคหัวใจ คือจริง ๆ แล้วเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย คนยิ่งอายุมาก โอกาสเป็นยิ่งสูงขึ้น เมื่อกี้ก่อนขึ้นก็คุยกับคุณธีระ ว่า ถ้าเกิดคุณอายุ 70 เป็นผู้ชาย สูบบุหรี่ ไขมันสูง ความดันสูง เป็นเบาหวาน ผมการันตรีได้เลยว่าถ้าตรวจแล้วคุณต้องเป็นโรคหัวใจ เพราะความเสี่ยงมันเกิดขึ้นตามปัจจัยเสี่ยงที่จะมี เพียงแต่ว่าจะมีอาการหรือเปล่าแค่นั้น ถ้าโชคดีก็อาจจะเสียชีวิตเลย จบ แต่ก่อนเสียชีวิตก็อาจจะจ่ายไปแล้วล้านนึงเมื่อถึงโรงพยาบาล

 

ปฏิพร –แล้วผู้หญิงละคะ?

ศ.นพ.นิธิ – ผู้หญิงโอกาสเป็นจะช้ากว่าผู้ชายนะครับ ผู้หญิงจะอายุยืนกว่าผู้ชายอีก ผู้หญิงจะเป็นโรคช้ากว่าผู้ชาย แต่เป็นแล้วจะเป็นรุนแรงกว่า เมื่อมาถึงหมอแล้ว หมอรักษาไม่ค่อยหาย เหล่านี้ผมคิดว่าดีที่เรามาคุยในวันนี้ เพราะฉะนั้นจะได้เตรียมตัวไว้ ของผมเรื่องโรคต่าง ๆ ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เกิดเลยอายุ 40 แล้ว เกินครึ่งนี่นะครับ ถ้าไม่ดูแลโรคหัวใจ ถ้าโรคมันจะเป็นก็เป็นแล้ว เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นมากขึ้นกว่านั้นอีก

 

ปฏิพร –คนไทยเราตายเพราะโรคหัวใจหรือโรคมะเร็งมากกว่ากันคะ?

ศ.นพ.นิธิ – มันจะสลับกันระหว่าง 2 โรค เอาง่าย ๆ ว่าโรคหัวใจนะครับ คนไทย 1 ชั่วโมง เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 7 คน ส่วนมะเร็งก็จะกลับไปกลับมากับโรคหัวใจ บางปีมะเร็งก็สูงกว่า บางทีก็น้อยกว่า

 

ปฏิพร –รักษา 2 โรคนี้ โรคไหนแพงกว่ากันคะ?

ศ.นพ.นิธิ – โรคหัวใจจะรักษาแพงกว่า ถ้าพูดในแง่ของก้อนเม็ดเงิน เพราะว่าคนที่เป็นโรคหัวใจเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุประมาณ 35 – 40 ปี เดี๋ยวนี้พบตั้งแต่อายุ 50 ปี เนื่องจากว่าปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ สูงขึ้น นี่ถ้าพบตั้งแต่อายุ 50 ปีต้องรักษาทุกปี ต่อเนื่อง คนไข้ต้องรับประทานยาตลอดชีวิต ก็คูณตัวเลขตั้งแต่ต้นที่ให้ไว้เมื่อกี้ ก็ต้องไปถามอีกว่า มี Save เหลือเท่าไหร่ จะเอาเงินมาจากไหน 30 บาทจะเจ๊งหรือยัง ตอนนั้นก็คงเจ๊งไปแล้ว เพราะก่อนขึ้นมาก็คุยก่อนว่าทำไม 30 บาทเค้าถึงรับได้การรักษาพยาบาลก็เหมือนการให้บริการอื่น ๆ ของดี ราคาถูก ไม่มี คุณจะรักษา 50% – 60% ก็ราคานึง ถ้าจะรักษาเต็ม 100% ก็อีกราคานึง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกแบบไหน

 

ปฏิพร –งั้นแปลว่าโรคหัวใจ ถ้ารักษา 30 บาท จะรักษาอย่างไรคะ?

ศ.นพ.นิธิ – ก็พอได้ ก็ให้เสียเงินต่อไปได้

 

ปฏิพร –อาจจะแค่ถึงวันพรุ่งนี้

ศ.นพ.นิธิ – ประมาณนั้นครับ อันนี้ให้ไว้เป็นโจทย์เพื่อให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรดี

 

ปฏิพร –คุณธีระมีตัวเลขด้วย บอกว่าที่เราคุยกันไปเนี่ยว่าแต่ละคนออมจนถึงวันนั้นเนี่ยจะพอไหนถ้าจะมารักษาโรคหัวใจแบบดีได้นะคะ?

ธีระ – คือก็กลับมาคำถามแรกว่าหลายคนในห้องนี้ที่เมื่อกี้ทำออกมาว่า อายุ 20 ก็มี 30 ก็มี หลากหลายนะครับ และก็ค่าเฉลี่ยเงินเดือนก็หลากหลายเช่นกัน ทีนี้ก็จะเป็นตัวเลขของทางอเมริกาเปรียบเทียบให้ดูว่าค่าเฉลี่ยขนาดกลางในตัวโครงการ 401K ของเค้าเนี่ยก็คล้าย ๆ Provident Fund ของบ้านเรา คือเค้าบอกว่าคนที่มีเงินเดือน 6 หมื่นถึง 1 แสน 3 หมื่นเนี่ย ถ้าอยู่ในวัยประมาณ 40 ปีเนี่ย ก็ควรจะมีเงินเก็บออมเพื่อการเกษียณประมาณสัก 1 ล้าน 7 แสนบาท บางคนก็ทำถึงอายุ 60 แล้ว เงินเดือนก็ไม่ได้ไปไหนนะครับ ความสามารถมันต่างกันเนี่ย 6 หมื่นถึง 1 แสนกว่าบาทเนี่ยก็มีออมประมาณสัก 2ล้าน 9 แสนบาท พอไหม น้อยไปหรือเปล่าเราก็เปรียบเทียบของเราดูเองนะครับว่ามันสักขนาดไหน

 

ปฏิพร –อันนี้ต้อง Save กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินรายได้คะ?

ธีระ – คือพวกนี้เหมือนกับว่า ที่อเมริกาเค้าจะไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เค้าจะมีพวกกองทุนต่าง ๆและก็ให้พนักงานเลือกเอาเอง จะเป็นหุ้น เป็นตราสารหนี้ เป็นอะไรนะครับแล้วบริษัทจะ Match เข้าไปในกองทุนพวกนี้

 

ปฏิพร –คือถ้าเข้าโปรแกรม ตัวเลขออกมาจะเป็นแบบนี้หรือคะ?

ธีระ – ก็ทำไปแล้วก็ลงทุนไป ส่วนคนที่เงินเดือนสูงขึ้นมาหน่อย สมมุติว่าค่าเฉลี่ยระหว่างอยู่ที่ 1.3 แสนบาทถึง 2 แสนเนี่ยถ้าอายุประมาณสัก 40 นะครับ ก็ควรจะมีสัก 2.5 ล้าน ถึง 3 ล้านบาท มากขึ้นไปอีก 2 แสน ถึง 2.6 แสน บาท ก็ควรจะมีสัก 3 – 4 ล้านบาท สำหรับ 2.6 แสน ถึง 3 แสน ก็ควรจะมีสัก 6 – 7 ล้าน และคนไหนในห้องนี้ที่เงินเดือนเกิน 3 แสนขึ้นไป อายุ 40 – 50 ปี ถ้ามีกองสำรองเลี้ยงชีพหรือถ้ามีอาชีพอิสระ เงินที่เก็บออมไว้เพื่อการเกษียณ ก็ควรจะมี ระหว่าง 9 – 11 ล้านบาท งั้นตรงนี้คือประเด็นครับว่าผมรู้จักคนหลายคนนะครับ เงินเดือน 3 แสนแต่เงินออมมีนิดเดียว ใช้หมด ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนอะไรพวกนี้ คือตรงนี้มันแล้วแต่คนจริง ๆ ครับว่าที่เราจะช่วยคุณได้ว่าผมจะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน

 

ปฏิพร –เบ็ดเสร็จเลย เงินเดือนตั้ง 3 แสน มีเงินทั้งหมด 12 ล้าน 9 แสน 5 หมื่นบาท เป็นโรคหัวใจขึ้นมาจะรอดไหมคะ?

ศ.นพ.นิธิ – ก็คงรอดถึงจนหมด 12 ล้านนะครับ

 

ปฏิพร –คือต้องมีมากกว่า 12 ล้านหรือคะ?

ศ.นพ.นิธิ – คือมันขึ้นกับว่าเริ่มเป็นเมื่อไหร่ แล้วก็คุณภาพในการรักษาพยาบาล อันนี้ไม่ได้หมายถึงคุณภาพหมอนะครับ คุณภาพของที่ใช้ หลาย ๆ คนฟังแล้วแบบว่าไม่น่าเชื่อ แต่มันก็เหมือนเลือกรถยนต์อุปกรณ์ที่จะใช้ ยกตัวอย่างโรคหัวใจแล้วกัน เพราะว่าผมจะชำนาญที่สุด ถ้าคุณจะใช้ขดลวดที่จะขยายเส้นเลือดหัวใจเนี่ย มันก็มีให้เลือกระหว่ารถเบนต์ กับ รถโตโยต้า มันขับจากจุดนึงพาคุณไปยังจุดที่ 2 ได้เหมือนกัน ความสบายไม่เหมือนกัน Safety ในการนั่งอยู่ตรงนั้นก็ไม่เหมือนกัน อะไรอย่างนี้ขึ้นอยู่กับว่าฐานะคุณอยู่ขนาดไหน มีการ Save เงินอยู่เท่าไหร่ และก็พอใจที่จะใช้จ่ายตรงนั้นแค่ไหน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญซึ่งจริง ๆ สร้างความลำบากให้กับผู้ให้บริการตรงนี้พอสมควร

 

ถ้ามีเวลา ผมถึงอยากจะเน้นถึงการ Save เรื่องสุขภาพ ต้องออมตั้งแต่อายุ 20 – 30 ปี ผมเคยเล่าให้คนอื่นฟังเสมอว่า คนที่เป็นโรคหัวใจแล้วหรือว่าโรคอื่น ๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราแนะนำเสมอคือการออกกำลังกาย ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดแบบหมอบอกหน่อยเถอะ แต่จริง ๆ แล้วระยะหลังเริ่มพิสูจน์แล้วว่าเป็นการรักษาที่ถูกที่สุด ถูกในที่นี้คือต้องคิดด้วยว่าต้องใช้เวลา วันนึงคุณต้องออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง คุณมีเวลาเหล่านั้นหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนหน่อยและสิ่งเหล่านั้นถ้าลงทุนตั้งแต่เด็กแล้วจะติดนิสัยไปจนโตหรือจนแก่ มีคนไข้หลาย ๆ คนไม่เคยออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก ๆ อันนี้มีการศึกษาชัดเจน เมื่อมาหาหมอและหมอแนะนำให้ออกกำลังกาย โดยเฉพาะโรคหัวใจ ส่วนมากกลัว แต่ว่ายอมที่จะออกกำลังกาย แต่พอทำไปได้สักระยะนึง เค้าเริ่มสบายดีขึ้น เค้าจะหยุดออกกำลังกายในคนที่ไม่เคยออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก แต่คนที่ออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เค้าอาจจะลืมตัวหยุดก่อนในช่วงที่ทำงานเยอะ ๆ แต่พอมา หมอแนะนำใหม่ให้ออกกำลังกายเนี่ย เค้าจะทำได้ตลอดไป อันนี้ผมถึงบอกว่าต้องลงทุนตั้งแต่เด็ก ออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก อันนี้จะมีผลต่อเนื่อง ถืงแม้ว่าเราจะมาเริ่มออกกำลังกายตอนอายุมากแล้วก็จะดีขึ้น

 

ปฏิพร –ฟังดูแล้วคิดว่าคนเกษียณไปแล้วไม่น่าจะมีรายจ่ายอะไรมากมาย ทำไมเราต้องมีเงินมากมายรองรับ แน่นอนเราพูดถึงเรื่องเจ็บป่วยตรงนี้ แต่คุณธีระคงจะมีตัวเลขจะให้ว่าจริง ๆ เนี่ยผู้สูงอายุแล้วมีรายจ่ายอะไรมากมายกันแน่คะ?

ธีระ – คือ ขอพูดถึงเรื่อง Post Retirement Income Management นิดนึงว่าสมมุติยกตัวอย่าง 10 ล้านบาท เกษียณแล้วมี 10 ล้านบาทจะแบ่งเงินอย่างไร ตัวนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนอีกว่ามีค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ เรื่องการเที่ยว การเดินทางอะไรอย่างนี้ มันก็ขึ้นลงได้นะครับ อันที่สองเรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายตายตัว ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ อะไรอย่างนี้นะครับ ก็คงพอที่จะประเมินได้บ้างส่วนที่ 3 ก็คงเป็นเรื่องของมรดกตกทอด ว่ามี 10 ล้านอาจจะใช้ไม่หมดทั้ง 10 ล้าน อาจจะแบ่งบางส่วนให้กับลูกหลาน เรื่องมรดกของเตือนนิดนึงครับว่าคนแก่หลายคนมีลูกหลานมาดูแลให้ หลายคนหวังมรดก มรดกอย่างพึ่งไปให้ก่อนนะครับ

 

อันนี้สำคัญมากนะครับ อันนี้ผมเห็นมาเยอะนะครับ ครอบครัวที่มีเงินมาก ๆเนี่ย เรื่องแย่งมรดกเนี่ยเป็นเรื่องใหญ่ แต่มีอยู่เรื่องนึงที่คุณหมอจะต้องช่วยผมหน่อยเพราะผมนึกไม่ออกจริง ๆ เนี่ย เรื่อง Health Care กับเรื่องฉุกเฉินเนี่ย ว่ามันสักเท่าไหร่ถึงจะพอ อย่างสมมุติว่าเกษียณวันนี้ไปแล้วมีอยู่สมมุติว่า 10 ล้านเนี่ย เรื่องค่าเที่ยว ค่ากิน ค่าอะไรมันพอประเมินได้ แต่เรื่อง Emergency หรือเรื่อง Health Care นี่มันดูไม่ออกจริง ๆ

 

ศ.นพ.นิธิ – คืออันนี้ไม่มีตัวเลขนะครับ ดูจากประสบการณ์คนไข้ที่เข้ามาหาเนี่ย ในบ้านเราจะมีอยู่ 2 – 3 ส่วน ส่วนแรกคือข้อดีของรัฐบาลบ้านเรา ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ส่วนนั้นจริง ๆ แล้วรัฐบาลรับไปค่อนข้างเยอะ และผมไม่แน่ใจว่าจะรับไหวไปอีกสักเท่าไหร่ อีกส่วนนึงคนไข้ที่มาเนี่ย เป็นพวกที่เก็บออมไว้เอง พวกนั้นเนี่ย เมื่อเป็นโรคหัวใจแล้วมาถึงผมเนี่ย ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีฐานะค่อนข้างดี ก็เก็บไปได้สักระยะนึง ดูแลได้สักระยะนึง พอตอนท้าย ๆ ก็ชักจะเริ่มไม่ไหวเหมือนกัน

 

กับอีกกลุ่มนึงมี Health Insurance ซึ่งก็ช่วยไปได้กลุ่มนึงนะครับ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างที่ว่าจะมีโรคที่ค่ารักษาแพง ๆ มีไม่กี่โรค โรคหัวใจก็เป็นโรคหนึ่งในนั้น โรคมะเร็ง 2 โรคนี้เป็นโรคที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและก็เป็นเรื้อรัง เป็นแล้วเป็นไปตลอดชีวิต คนไข้ชอบถามว่าโรคหัวใจรักษาหายขาดไหม จริง ๆ แล้วมันไม่ได้หายขาดหรอกเพราะว่ามันเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย มันเป็นแล้วก็เป็นอีก โรคมะเร็งก็รู้อยู่ว่ารักษาได้แต่ก็ไม่หายขาด ตั้งต้นก็แพง โรคทั้ง 2 โรคนี้อย่างที่ว่าเป็นในคนสูงอายุ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง

 

คนยิ่งสูงอายุยิ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้ โรคมะเร็ง ผู้ชายมีโอกาสเป็น 2 – 3 มะเร็ง คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และคนที่สูบบุหรี่ก็แถมเรื่องปอดเข้ามาอีก ก็จะเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่มากนัก ส่วนผู้หญิงก็จะมีแต่โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกและก็มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่จะพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในคนสูงอายุนะครับ เพราะฉะนั้นเหล่านี้ถ้าถามทางการแพทย์ว่ามีทางป้องกันไหม มี เรายังมีความเชื่อว่าในทางการแพทย์ การป้องกันถูกกว่าการรักษาพยาบาล การเช็ค Screening บางอย่างสามารถทำได้ในคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เหล่านั้น แต่สำหรับโรคหัวใจ การตรวจ Screening ก็ได้ผลเช่นกันแต่ต้องย้ำนิดนึงว่าการดูแลตัวเองสำคัญยิ่งกว่า คือการดูแลเรื่องของการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร น้ำหนัก ไม่สูบบุหรี่ ต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยได้มากกว่า

 

ปฏิพร –มันเป็นพันธุกรรมไหมคะ?

ศ.นพ.นิธิ – เป็นครับ อันนั้นแก้ไขไม่ได้ ผมเลยไม่ค่อยพูดถึงเพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้

 

ปฏิพร –ยิ่งถ้าพ่อแม่มีประวัติเป็นนี่ยิ่งต้องระวังใช่ไหมคะ?

ศ.นพ.นิธิ – ใช่ครับ นับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกหนึ่งปัจจัย

ธีระ – คุณหมอครับ ต่อนิดนึงว่าสรุปแล้วเงินสามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้ไหม?

ศ.นพ.นิธิ – ได้แล้วไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องเรียนตรง ๆ นะครับ อย่างที่บอกว่าของดีกว่าราคาก็ต้องแพงกว่าในการรักษาพยาบาล แต่ถามว่าได้เต็มที่ไหม ไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องลงทุนตั้งแต่อายุน้อย ๆ ตอนนั้นเงินก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ต้องลงทุนในเรื่องการ Safe เวลา สละเวลาในการออกกำลังกาย ในการดูแลตัวเอง อันนี้เป็นสิ่งที่เราละเลยกัน แต่ถามว่าไม่ได้เลยใช่ไหม ไม่ใช่ ในการรักษาพยาบาล ถ้าเรา Save ไว้เยอะกว่าการรักษาพยาบาลก็จะดีกว่า ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ เอา 30 บาทก็ได้ คุณเจ็บแน่นหน้าอกเข้ามา รอหมอไปครึ่งชั่วโมง ใครรัฐบาลไหนบอกไม่รอบริการเหมือนกัน คุณลองดูได้เลย ไปโรงพยาบาลเอกชนก็ได้แล้วลองจับเวลาดู ไม่มีทางเท่ากัน

 

ในการรักษาเรื่องโรคหัวใจ ถ้าคุณมี Heart Attack สิ่งที่เป็น Predictor ที่สำคัญหรือตัวที่สำคัญในการจะบอกว่าจะรอดชีวิตกลับบ้านได้นั้นคือสิ่งที่บอกว่าคุณได้รับการรักษาเร็วที่สุด ถ้า 5 นาทีพบแพทย์ โอกาสรอด 80% – 90% ครึ่งชั่วโมงพบแพทย์หลังจากการเจ็บหน้าอก โอกาสตายก็จะสูงขึ้น ทุกครึ่งชั่วโมงโอกาสตายสูงขึ้นประมาณ 1% – 2% เพราะฉะนั้นคุณมี 30 บาทสู้คนที่มี 30 ล้านไม่ได้ ผมนั่งคิดสูตรว่าจะทำอย่างไรให้ค่ารักษาพยาบาลถูกที่สุด ทราบไหมครับ

 

ปฏิพร –ทำอย่างไรคะ?

ศ.นพ.นิธิ – หนึ่ง ให้ลูกเรียนหมอ สองถ้าไม่ทันแล้วเนี่ย หาลูกสะใภ้หรือเขยที่เป็นหมอ แต่ถ้าใครอายุ 20 – 30 ปี ก็หาภรรยาหรือสามีที่เป็นหมอ แต่สรุปอีกทีก็แพงกว่าการ Safe เหมือนกัน เพราะหาเขยที่เป็นหมอนี่ยากมาก ราคาก็แพงมาก

ธีระ – ถ้างั้นคุณหมอลองสรุปนิดนึงว่า สมมุติมีเงิน 100 บาทหรือมี 10 ล้านอะไรก็แล้วแต่ เผื่อเรื่อง Health Care เรื่องอะไรพวกนี้ 40% นี่จะพอไหมครับ?

ศ.นพ.นิธิ – ก็คงจะประมาณนั้น ก็เท่าที่คุยกับคนไข้ ถึงอายุขนาดนั้นหลังเกษียณแล้วเนี่ย ส่วนมากก็ค่าใช้จ่ายที่บ้านก็มีไม่เท่าไหร่ บางพวกก็ยังชอบเดินทาง เที่ยวไปที่โน้นที่นี่ ซึ่งก็นิดเดียวเมื่อเทียบกับการรักษาพยาบาลแล้วแตกต่างกันเยอะ ผมว่า 40% เพราะว่าถ้าท่านโชคดีไม่เป็นโรคหัวใจหรือว่าโรคอะไรก็พอไหวนะครับ เป็นโรคหัวใจก็อาจจะต้องหยิบยืมเงินลูกบ้างอะไรบ้าง

 

ปฏิพร –อันนี้เป็นแบบฝรั่งสิคะ บ้านเราเมืองไทย ลูกหลานก็จะมาดูแลไม่ใช่หรือคะ?

ธีระ – คือสังคมมันเปลี่ยนไปนะครับ คือเหมือนกับว่าถ้ายกตัวอย่างของที่บ้านผมเนี่ย คุณพ่อผมก็เสียไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้แม่ผมก็อยู่คนเดียวเนี่ย น้องผมแต่งงานก็ต้องไปอยู่อีกบ้านนึง ผมแต่งงานก็ต้องไปอยู่อีกบ้านนึงอย่างนี้นะครับ งั้นสังคมมันเปลี่ยนไปเยอะ คือว่ามันไม่มีที่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องทางการเงินมันต้องช่วยแน่ ๆ แต่เรื่องที่ว่าจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ๆ เอาสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้านเนี่ยมันน้อยไปแล้ว

 

กลับมาถามคุณหมอนิดนึงครับว่าไหน ๆ พูดเรื่องเงินสามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้หรือเปล่าเนี่ย บางโรงพยาบาลมี Offer เป็นที่เรียกว่า Health Insurance เนี่ยที่แบบว่าจ่ายไปเลย 2 ล้านบาทเนี่ยแล้วก็ตลอดชีพเนี่ยว่าเข้าโรงพยาบาลอีกนะครับเค้าค่าหมอค่าอะไรเค้าจัดการให้เสร็จ มนคุ้มไหมครับที่จะซื้อแบบนี้ สมมุติว่าผมลงไปเลย 2 ล้านบาทเนี่ย อยากรู้ว่าตอนนี้ผม 43 ปีจนถึงตายเนี่ย ไม่ต้องจ่ายสักบาท

ศ.นพ.นิธิ – คืออันนั้นเป็นโปรแกรม Health Insurance อีกรูปแบบนึงนะครับ คือ Health Insurance จริง ๆ แต่ว่าก่อนที่จะเข้าโปรแกรมอันนั้นได้เนี่ย พอดีผมมีส่วนช่วยดูนิดนึงก่อนที่จะย้ายเข้ามาในปัจจุบันเนี่ย เค้าจะสกรีนคนค่อนข้างที่จะละเอียดมาก โรคหัวใจเป็นไม่ได้

 

ปฏิพร –เค้าเช็คได้ว่าคนนี้มีความเสี่ยงใช่ไหมคะ?

ศ.นพ.นิธิ – ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเค้าก็ไม่เอา มะเร็งอย่างที่บอกว่าตรวจเช็คได้ เค้าก็จะตรวจเช็คหมดเลย เพราะฉะนั้นเนี่ยถามว่า Work ไหม มันก็คล้าย ๆ การกระจายความเสี่ยงแต่ว่าบ้านเราเอง Health Insurance ก็ยังไม่มี ซึ่งถ้ามีจริง ๆ ผมว่าน่าจะดีกว่านะครับ

 

ปฏิพร –แบบนี้ก็คือว่าถ้าเราเข้าไปได้ก็คงจะดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าไปได้ถ้าไม่ดูแลตนเองมาตั้งแต่แรก

ศ.นพ.นิธิ – คือเข้าไปตรงนั้นได้เนี่ยผมว่า คุณต้องเป็นคนที่ Healthy มาก เอาเงิน 2 ล้านมาลงทุนอาจจะได้มากกว่าที่จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาล

ธีระ – ผมกำลังจะพูดประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน สมมุติว่าผม 43 ปี ลงทุนได้อีก 50 ปีจนกระทั้ง 93 อย่างนี้ 2 ล้านบาท ถ้าผมทำได้ 10% ต่อปีทบต้นเนี่ย ผมได้เป็น 100 ล้านนะครับ มากกว่า 100 ล้าน ทบต้นไปเรื่อย ๆ 10% ก็น่าจะพอ แต่ความเสี่ยงอีกอันก็คือว่าโรงพยาบาลที่ไปซื้อประกันไว้อาจจะแบบไม่อยู่ถึง 50 ปีก็เป็นไปได้

 

ปฏิพร –เรามาคุยเรื่อง Financial Plan กันต่อดีกว่าคะ?

ธีระ – ก็มาต่อจากคำถามที่ 3 ก็คือว่าที่เมื่อกี้คุณออมมาเท่าไหร่ ก็เป็นข้อคิดก็แล้วกัน ไปคิดอยู่ในใจว่าตอนนี้เราออมกันมาเท่าไหร่นะครับ คำถามที่ 2 หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้คิดเท่าไหร่ว่าแล้วมันเท่าไหร่จึงจะพอที่ตอนนี้หลายคนพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเนี่ยว่าเท่าไหร่จึงจะพอครับ

 

ปฏิพร –แล้วเท่าไหร่จึงจะพอคะ?

ธีระ – ผมยกตัวอย่างนะครับว่า อายุ 30 ปี เงินเดือน 3 หมื่น ก็ทำงานไปเรื่อย ๆ นะครับ 30 ปี เงินเดือนขึ้น 3% ต่อปี เวลาหมอนี่อายุ 60 ปี ก็จะได้เงินเดือนประมาณ 7 หมื่น 2 พัน เท่าไหร่จึงจะพอผมคงตอบให้ไม่ได้ คนเงินเดือน 100 ใช้ 120 ก็ไม่พอ คนเงินเดือน 100 ใช้ 80 มันก็พอ แต่คนส่วนใหญ่มีเงินเดือน 100 บาทเนี่ยก็กินใช้ประมาณ 70 บาท ออมสัก 30 นะครับ และก็อุปนิสัยของพวกเราแต่ละคนนี่นะครับตั้งแต่หนุ่มสาวจนแก่มันไม่เปลี่ยนหรอกนะ วิธีใช้ชีวิต วิธีใช้เงินมันก็ไม่ค่อยเปลี่ยน ก็ลองสมมุติฐานขึ้นมาว่าเราจะอายุยืนไปอีก 20 ปี 60 – 80 ปีนี่เป็นไปได้สูง 70% ของเงินเดือน 7.2 หมื่น ก็คิดว่าน่าจะประมาณเดือนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งคิดว่าค่อนข้างจะ Reasonable สำหรับหลาย ๆ คนในห้องนี้ ผมบวกเงินเฟ้ออีก 3% อีก 20 ปีตัวเลขออกมา 17 ล้านบาทนะครับที่ว่าคุณต้องมี

 

อ้างอิง  http://www.moneychannel.co.th/Menu6/SmartMoney/tabid/111/newsid571/4262/Default.aspx

บทความที่เกี่ยวข้อง

Nuts about snacks
ชีพจรบอกอะไรเราได้
หัวใจติดปีก
หัวใจที่อ่อนแอ
โรคหัวใจในนักกีฬาอาชีพ
Keep breathing


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.