Skip to content

เปิดใจ…คุณหมอหัวใจธรรมะ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์

March 27th, 2012

Webmaster

P7241281

เปิดใจ…คุณหมอหัวใจธรรมะ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ 

“จะต้องทำให้คนไข้ไม่กลับมาหาเราอีกให้ได้”
             คุณหมอหนุ่มใหญ่วัยกลางคน ผู้มีบุคลิกดี ดูเป็นคนรักสุขภาพ เป็นคนอารมณ์และจิตใจดี พร้อมเป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างมากในแวดวงการแพทย์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มอายุรแพทย์โรคหัวใจ รวมทั้งในแวดวงผู้ป่วยโรคหัวใจ


              บุคคลที่เรากำลังกล่าวถึงนี้คือ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด (มหาชน) และอายุรแพทย์โรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่เดินทางไปศึกษาทางด้านอายุรกรรมยังประเทศออสเตรเลียตั้งแต่เริ่มต้นกระทั่งจบหลักสูตรแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ โดยครั้งนี้ได้ให้เกียรติวารสารวงการแพทย์ มาร่วมพูดคุยถึงอีกมุมหนึ่งของการเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ที่ใช้การแพทย์แบบผสมผสาน (Integrative Cardiology) เข้ามาเป็นตัวช่วยในการรักษา เช่น การฝังเข็ม รวมทั้งการใช้ธรรมะในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ แต่ก่อนจะกล่าวถึงแนวทางการรักษาดังกล่าว ขอแนะนำให้รู้จักกับคุณหมอคนพิเศษของเราอย่างเป็นทางการ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เป็นบุตรชายของ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ และ นางฑิพา มหาเปารยะ เข้าศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนปานะพันธ์ และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (B.Sc.(Med)) จนจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2525 และแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล (M.D.) ในปี พ.ศ. 2527 หลังจากนั้นเป็นแพทย์ Intern ที่โรงพยาบาลศิริราช 1 ปี ก่อนไปศึกษาต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอายุรกรรมและอายุรกรรมโรคหัวใจที่ประเทศออสเตรเลียนานกว่า 9 ปี ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์แพทย์ประจำที่โรงพยาบาลศิริราชอีกกว่า 8 ปี และเมื่อได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านโรคหัวใจไม่นานก็ลาออกไปเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์หัวใจกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพในเวลาต่อมา กระทั่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งมีความสนใจและเชี่ยวชาญด้านการขยายหลอดเลือดหัวใจ
“เหตุผลที่เลือกไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลียนั้น เนื่องจากทราบมาว่าประเทศออสเตรเลียมีความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยี และเน้นการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ดี ผมจึงตัดสินใจไปฝึกเรียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่นั่น ซึ่งได้รับความช่วยเหลือและการประสานจาก ศ.นพ.วีกิจ วีรานุวัฒน์ และหลังจากเรียนจบก็ได้เข้าไปทำงานต่อในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านหัวใจที่ The Prince Charles Hospital ที่เมืองบริสเบน ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ถือว่าผมเป็นแพทย์ไทยคนแรกที่เดินทางไปศึกษายังประเทศออสเตรเลียตั้งแต่เริ่มต้นจนจบหลักสูตรอายุรกรรม ซึ่งเหตุที่แพทย์ไทยไม่ค่อยไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะต้องใช้เวลาในการเรียนค่อนข้างนาน และสอบใบประกอบโรคศิลปะยากมาก ปัจจุบันนอกจากผมแล้วก็ยังไม่มีใครหลงไปอีกเลย (หัวเราะ)” ศ.นพ.นิธิ เล่าด้วยความภูมิใจปนอารมณ์ขัน
ย้อนกลับไปสู่ความสนใจในการเป็นหมอหัวใจ ศ.นพ.นิธิ เผยว่า “ผมรู้ตัวเองว่าอยากเป็นหมออายุรกรรมตั้งแต่แรก ส่วนหนึ่งเพราะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ ศ.นพ.วีกิจ วีรานุวัฒน์ ซึ่งผมรู้สึกชื่นชมเพราะท่านเป็นคนเก่ง รวมทั้งตอนเด็ก ๆ เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก อ่านแม้กระทั่งตัวหนังสือบนถุงกล้วยแขก หรืออะไรต่าง ๆ ที่มีให้อ่านจะอ่านหมด จำได้ว่าคุณพ่อไปงานศพ มักจะได้หนังสืองานศพมา ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะต่าง ๆ อ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็อ่าน ซึ่งมีหลายคนมักบอกว่าถ้าชอบอ่านหนังสือ ควรจะเลือกเรียนแพทย์ด้านอายุรกรรม ซึ่งผมก็เห็นว่าใช่ เพราะผมก็ชอบ ส่วนที่ตัดสินใจเรียนเฉพาะทางด้านหัวใจนั้น เพราะมีอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ผมก็ชื่นชมนั่นคือ นพ.สุเอ็ด คชเสนีย์ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์หัวใจที่มีความสามารถสูง เป็นแรงบันดาลให้ผมอยากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ”
              สิ่งที่ทำให้คุณหมอท่านนี้เป็นที่รู้จักนั้นมาจากผลงานเด่นหลายด้าน ทั้งในบทบาทการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายต่อหลายชิ้น อาทิ เป็นหัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา Atenolol ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา ACEI ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจ Aortic และ Mitral รั่ว หัวหน้าคณะวิจัยสาขาย่อย เรื่องการใช้เลเซอร์ตกแต่งหลอดเลือดหัวใจในรายที่หลอดเลือดอุดตัน ฯลฯ รวมทั้งการเป็นแพทย์ที่สนใจศึกษาด้านธรรมะ โดยการนำเอาหลักการของธรรมะที่ได้ศึกษาและปฏิบัติมาถ่ายทอด และประยุกต์ใช้กับการทำงานในวงการแพทย์ได้อย่างดี โดยเฉพาะนำมาผสมผสานเป็นทางเลือกใหม่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ Integrative Cardiology นอกจากนี้ยังรับหน้าที่คอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร ‘ดิฉัน’ หนังสือพิมพ์ Bangkok Post และวารสาร RBSC มีงานเขียนรวม
เล่มแล้ว อาทิ เรื่องของ (โรค) หัวใจ, รักษา (หัว)ใจ, ครอบครัวหัวใจแข็งแรง, หัวใจไร้โรค, แน่น เจ็บ ปวด อึดอัด รู้ไว้ห่างไกลโรค เป็นต้น
วันนี้แม้จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลปิยะเวทมากกว่า 2 ปี แต่คุณหมอนิธิก็ยังตรวจผู้ป่วยเอง ไม่ได้ลดลงกว่าแต่ก่อน โดยยังคงดูแลผู้ป่วยในตอนเช้า ส่วนในตอนบ่ายจึงจะทำหน้าที่ผู้บริหารโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว
“ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ สวดมนต์ นั่งสมาธิ มาถึงโรงพยาบาลตอน 6 โมงครึ่ง ช่วงเวลาดูคนไข้ก็เป็นอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว เพราะจะเป็นคนนอนหัวค่ำ 3 ทุ่มไม่เกิน 4 ทุ่มก็จะนอนแล้ว ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ยกเว้นนานมาก ๆ จะมีรับประทานอาหารกับแขกของโรงพยาบาลบ้าง โดยผมจะใช้เวลาในช่วงเช้าดูแลผู้ป่วย จะมีการประชุมช่วงเช้า (Morning Brief) บ้าง อีกสักพักก็จะไปดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง หลังจากนั้นช่วงบ่ายก็จะมานั่งเซ็นเอกสารของโรงพยาบาล ดูเรื่องการประชุมต่าง ๆ แต่การจะทำงานทั้ง 2 อย่างให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยทีมงานที่ดีด้วย” ศ.นพ.นิธิ กล่าว
เมื่อถามถึงมุมมองชีวิตของการเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจมาหลายสิบปี ทั้งในโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชน ทว่าทัศนะการทำงานของคุณหมอที่มุ่งการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ยังคงเหมือนเดิม ก็ได้รับคำตอบว่า
“ชีวิตการเป็นแพทย์ของผมไม่ค่อยหวือหวา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าจะมีแตกต่างกันบ้างคือ ความรู้สึกของการเป็นแพทย์จบใหม่กับการเป็นแพทย์ในปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างเปลี่ยน แปลงชัดเจน ด้วยประสบ การณ์ที่ได้เห็นอะไรมากขึ้น ทำให้วันนี้เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติมากขึ้นกว่าสมัยที่เรียนจบใหม่ ๆ แน่นอนว่าหากแพทย์ท่านใดช่างสังเกต ช่างจดจำ ก็จะได้ประสบการณ์มากกว่า เพราะประสบ การณ์ทั้งหลายเกิดจากการช่างสังเกต ช่างจดจำนั่นเอง”
“ผมว่าหมอทุกคนเก่งเหมือนกันหมด บางคนเก่งด้านเทคโนโลยี บางคนด้านวิชาการ แต่การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยไม่เท่ากัน อย่างตอนที่อยู่ ร.พ.ศิริราช ผมก็พยายามไม่ให้คล้อยตามไปกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องตรวจผู้ป่วยคนหนึ่งแค่ 5-10 นาทีจบ เพราะมีคนรออยู่อีกมาก แต่จะพยายามให้เวลาคนไข้มากที่สุด ซึ่งเมื่อได้คุยนาน ๆ ผู้ป่วยก็พอใจ ขณะเดียวกันเราก็จะรู้สาเหตุที่ชัดเจนขึ้น”
ศ.นพ.นิธิ กล่าวต่อว่า “สำหรับเป้าหมายในชีวิตก็มีเปลี่ยนไปบ้าง อย่าง 8 ปีที่อยู่ ร.พ.ศิริราช เป้าหมายหนึ่งนอกจากทำหน้าที่แพทย์รักษาผู้ป่วยให้ดีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายนั่นคือ ตำแหน่งศาสตรา จารย์ ซึ่งก็สามารถทำได้ไปแล้ว แต่เมื่อย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้ทำในเรื่องของวิชาการ แต่ก็ยังมีความสนใจเรื่องนี้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีเวลาในการศึกษาและติดตามเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องธรรมะ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีโอกาสได้ศึกษา ซึ่งขณะนี้ก็ได้นำหลักธรรมะเข้ามาผสมกับการแพทย์แผนปัจจุบันในการรักษาคนไข้ โดยหลายต่อหลายวิธีมีผลงานวิจัยสนับสนุนแล้วมากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับความสนใจแพร่หลายเท่านั้น บอกตามตรงว่าแพทย์บางท่านก็ยังไม่ทราบ และไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ เพราะมัวแต่หลงไปในเรื่องวิชาการในรูปแบบมากเกินไป”
จะเห็นได้ว่าชีวิตของหมอหัวใจคนหนึ่งเริ่มมีเรื่องของธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้อง จนในที่สุดปัจจุบันคุณหมอได้นำเอาธรรมะมาผสมผสานกับการแพทย์ได้อย่างลงตัว
“ผมเองเริ่มสนใจเรื่องธรรมะเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นคนรักการอ่าน จึงได้สะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The 7 Habits of Highly Effective people : 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง’ ผลงานของ สตีเฟน โควีย์ ซึ่งพออ่านก็พบว่านี่เป็นเรื่องของศาสนาพุทธทั้งนั้น ทั้งสิ่งที่เขาว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น จึงกลับมาอ่านธรรมะของเรามากขึ้น ก่อนหน้านั้นผมเคยบวชแล้วที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ตอนอายุ 25 แต่บวชไม่นาน ไม่ได้อะไรมาก ตอนหลังได้กลับไปหา ท่านหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ บอกว่าอยากฝึกปฏิบัติ ทำสมาธิภาวนาให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งท่านแนะนำให้ไปหาพระอาจารย์ประจวบที่จะสอนเราได้ ก็ได้ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่นั้น ไม่ได้เก่งอะไร แต่ทำแล้วรู้สึกดี ทำให้มีสมาธิ มีสติมากขึ้น ไม่ทุกข์มาก ไม่สุขเกิน”
นอกจากหน้าที่หลักเป็นหมอหัวใจ ทำหน้าที่ดูแลรักษาโรคหัวใจให้ผู้ป่วยแล้ว ศ.นพ.นิธิ ก็ยังนำความรู้ที่มีด้านธรรมะมาช่วยดูแลจิตใจของผู้ป่วยไปพร้อม ๆ กันด้วย “ใช่ เรื่องการดูแลจิตใจเป็นการนำเอาอุเบกขาเข้ามาช่วย แต่การที่เราดูแลจิตใจคนไข้ก็เหมือนว่าเราอาจจะรับความทุกข์ของเขาเข้ามาด้วย คือเราไม่ต้องรับ แต่เราต้องรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร จิตที่อยู่กับเราขณะนั้นจะได้เป็นจิตที่มีเมตตา จะได้รักษาเขาได้อย่างถูกต้องตามสาเหตุ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานแพทย์ได้ดี เรื่องนี้เป็นอะไรที่จริง ๆ แล้วมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น”
“คงเพราะจากการได้ศึกษาธรรมะทำให้มีมุมมองเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เปลี่ยนไป เข้าใจถึงจิตใจผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าคนไข้จะเจ็บป่วยมากหรือน้อย จะมาหาหมอในเวลาใด แสดงว่าเขาต้องมีความทุกข์ ถ้าเขาไม่ทุกข์จริง ๆ เขาก็คงไม่มา ฉะนั้นหน้าที่สำคัญของหมออันดับแรกคือจะต้องรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาให้หาย ทำให้เขาพ้นทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมย้ำและสอนแพทย์รุ่นหลังอยู่เสมอ ฉะนั้นแพทย์ที่ดีจะต้องมีความเมตตาเป็นพื้นฐาน” ศ.นพ.นิธิ กล่าว
 ศ.นพ.นิธิ กล่าวเสริมอีกว่า “อีกสิ่งหนึ่งที่พยายามสอนแพทย์รุ่นหลัง ๆ อยู่ตลอดคือ ให้พึงคิดไว้เสมอว่าอย่าเอาปัจจัยเรื่องเงิน เวลา ความเหนื่อยจากการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้องขณะทำหน้าที่ เพราะการที่ผู้ป่วยเดินเข้ามาหาแพทย์นั้น จิตแรกของแพทย์คือต้องมีจิตที่อยากให้เขาพ้นทุกข์ และหายป่วยก่อน คือจิตที่มีเมตตา เนื่องจากผู้ป่วยเหมือนคนที่เป็นทุกข์ ซึ่งคนที่เป็นทุกข์นั้นจิตจะอ่อนไหว ถ้าจิตคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งก็คือแพทย์มีจิตที่แรงกว่า ผู้ป่วยก็จะสามารถรับรู้ได้ แต่ถ้าแพทย์ตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ อาจเพราะมีนัดในอีก 5 นาทีข้างหน้า จึงต้องการรีบตรวจให้เสร็จ แม้จะตั้งใจพูดหรืออธิบายอย่างไรผู้ป่วยก็จะไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยเขารู้สึกได้ เพราะคนมีทุกข์จิตจะอ่อนไหว เปิดกว้างรับความรู้สึกข้างนอกได้ง่าย”
เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลาของการเป็นแพทย์โรคหัวใจได้ให้อะไรของตนเองบ้าง ศ.นพ.นิธิ ตอบว่า “ที่ได้แน่ ๆ คือเข้าใจมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกมากขึ้น อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า ผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้ามาหาหมอนั้นเพราะเขามีทุกข์ หน้าที่ของแพทย์อันดับแรกคือ รักษาเขาให้หายจากโรค ทำให้เขาพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ผมทำมาโดยตลอด และไม่เพียงรักษาให้เขาหายจากโรคนั้น แต่เราต้องทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นด้วย ซึ่งในทีมแพทย์หัวใจของผมมีแนวคิดที่ยึดมั่นร่วมกันว่า “เราจะต้องทำให้ผู้ป่วยไม่กลับมาหาเราอีกให้ได้” ไม่ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่เราจะต้องพยายามอย่างเต็มที่”
“ทุกสิ่งที่ผมทำ ทั้งในด้านการทำงาน และการดำเนินชีวิตส่วนตัว ผมไม่เครียดแต่ดูเหมือนยุ่ง แต่ถ้าจัดการเรื่องเวลาดี ๆ ก็จะสามารถทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่จิตใจของตัวเราเองด้วย ถามตัวเองว่าเราพยายามทำเต็มที่แล้วหรือยัง ในฐานะแพทย์เราหวังดีกับคนที่อยู่ตรงหน้าเราแค่ไหน” นี่คือหลักการทำงานของหมอหัวใจธรรมะอย่าง ศ.นพ.นิธิ
สำหรับอนาคต ศ.นพ.นิธิ จะยังมีเป้าหมายและมีความสนใจด้านใดอีกหรือไม่ คุณหมอคนเก่ง เผยว่า “ตอนนี้ให้ความสนใจเกี่ยวกับ Integrative Medicine ซึ่งดูแลคนไข้ทั้งด้านร่างกายและจิตใจควบคู่กันไปให้มีความสมดุล ยังมีศาสตร์อีกมากมายในโลกนี้ทั้งที่เคยรู้แต่ละเลย และไม่รับรู้มาก่อน ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือเทคโนโลยีราคาแพง เช่น เรื่องของ Integrative Medicine นั้นในต่างประเทศ แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เริ่มให้ความสนใจกันมากแล้ว เนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีข้อจำกัดในด้านการวินิจฉัยและการรักษาค่อนข้างมาก แม้ในคนที่เป็นโรคเดียวกัน อายุเท่ากัน เข้ารับการรักษาจากแพทย์คนเดียวกัน และใช้ยาชนิดเดียวกัน คนหนึ่งอาจจะหายแต่อีกคนอาจจะไม่หายก็ได้ ดังนั้นเราควรจะใช้ศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาช่วยเสริมด้วย เพื่อลดการใช้ยาและค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ที่สำคัญคือทำให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์จากโรคได้ แต่การนำศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เราก็ยังต้องใช้ในกรอบเหตุและผลของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อยู่ เพื่อไม่ให้มีการถูกนำไปหลอกใช้กับคนที่กำลังมีทุกข์และสิ้นหวัง”
“ศาสตร์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้กับผู้ป่วย ส่วนใหญ่ผมก็จะทดลองกับตัวเองก่อน เช่น การฝังเข็ม ผมก็จะลองเอาเข็มจิ้มตัวเอง (หัวเราะ) เพราะผู้ป่วยมักกลัวว่าการฝังเข็มจะเจ็บ ก็เลยลองกับตัวเองก่อน แม้แต่เรื่องการออกกำลังกายที่ผมมักแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อร่างกายที่แข็งแรง ผมก็จะต้องทำเองด้วย ซึ่งการได้ลงมือทำเองนั้นเพื่อเราจะได้รู้ว่าทำแล้วรู้สึกอย่างไร จะได้บอกและอธิบายกับผู้ป่วยได้ รวมทั้งการควบคุมอาหาร ผมจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานเท่าที่จำเป็น จะไม่ให้งด เพราะชีวิตจะไม่มีความสุข สิ่งเหล่านี้ผมลองทำมาหมดแล้ว”
ก่อนการสัมภาษณ์ในครั้งนี้จะจบลง เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้ประโยชน์จากมุมมองความคิดของแพทย์หัวใจธรรมะท่านนี้ไม่มากก็น้อย ซึ่ง ศ.นพ.นิธิ ขอฝากข้อความถึงเพื่อนแพทย์และแพทย์รุ่นน้องทุกท่านด้วยว่า
“ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ที่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง สิ่งที่ทุกคนต้องมีนั่นคือ เวลาทำงานต้องมีสติ เพราะงานต่าง ๆ อาจเกิดการผิดพลาดกันได้ แต่สิ่งที่เราทำนั้นเกี่ยวกับคน ความเจ็บป่วยผิดพลาดต้องน้อยที่สุดหรือไม่เกิดเลยจะดีที่สุด เพราะงานของแพทย์เป็นเรื่องของชีวิตและความทุกข์ของคน ฉะนั้นการทำงานทุกอย่างต้องมีสติ”…

สนับสนุนเนื้อหาโดย วงการแพทย์ ฉบับ 327

 

อ้างอิง:http://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=4904

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวใจของนิธิ มหานนท์
EXECUTIVE OF THE YEAR 2007


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.