Skip to content

เรื่องของหมอ

May 7th, 2012

Webmaster

เรื่องของหมอ

เคยสงสัยว่า ในภาษาไทย ทำไมคำว่า “หมอ” ถึงได้ใช้เรียกคนในอาชีพต่างๆ หลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอดู  หมอความ  หมอยา  หมอนวด  หมอผี……. (หรือแม้กระทั่งปลาหมอ!)  ทั้งๆ ที่ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ก็ไม่ได้ใช้คำว่า “หมอ” สำหรับอาชีพเหล่านี้แต่ใช้ต่างกันไปตามอาชีพนั้นๆ เลย เช่น  LAWER, DOCTOR (ซึ่งคือ หมอเฉยๆ)  หรือ FORTUNE TELLER

เช่น หมอทั้งหลาย เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว แต่ละอาชีพจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ หมอทุกๆ อาชีพจะพูดเก่ง (จริงๆ แล้วพูดมากเหมือนหมอความ) ……. คาดการณ์เก่ง (หรือเดา เช่น หมอดู)  โดยใช้ทั้งสถิติและหลักวิทยาศาสตร์ (ดังเช่นหมอยาและหมอดู)

ทุกๆ หมอทำให้คนที่มาหาดีขึ้น เช่น “หมอความ” ทำให้คนหายทุกข์ใจ   “หมอดู” ทำให้คนสบายใจขึ้น  “หมอยา” ทำให้คนหายเจ็บ หายป่วย หายไข้  “หมอนวด” ทำให้คนหายเมื่อยขบ  หรือ “หมอผี” ก็ทำให้คนหายกลัวผี!!

แต่หมอยาต้องเก่งหลายอย่าง เพราะการเป็นหมอรักษาผู้ป่วยนั้น ต้องมีคุณสมบัติของหมอความด้วย คือ ต้องพูดซักถามประวัติจากผู้ป่วยที่มาหาให้ได้มากที่สุด เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หมอที่ดีจะตั้งใจฟังรายละเอียดทุกคำพูดที่ผู้ป่วยเล่าหรืออธิบาย ถ้าผู้ป่วยคนไหนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ก็ต้องพยายามซักถามเหมือนกับตำรวจและทนายซักลูกความหรือคนร้าย

หมอยาเมื่อได้รายละเอียดของประวัติอาการไม่สบายจากผู้ป่วยแล้ว ก็ต้องรวบรวมประมวลตามสถิติ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อคาดการณ์ (เหมือนหมอดู) ว่า ผู้ป่วยที่มานั้นน่าจะเป็นโรคอะไรมากที่สุด

หมอรักษาโรคที่เก่ง (ต้องเป็นหมอดูที่แม่น) จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ การวินิจฉัยโรคจากการคาดการณ์ (เดา)นี้ บางครั้งใช้ประวัติ อาการและการตรวจร่างกายไม่ได้  หมอที่อายุมากๆ (มีประสบการณ์) มักจะใช้ประสบการณ์ซึ่งไม่มีเขียนไว้ในตำรา คล้ายๆ กับการดูรูปร่าง ลักษณะท่าทางของหมอดู  “ดู” โหวงเฮ้งผู้ป่วยร่วมด้วย (ยังไม่เคยเห็นหมอรักษาโรคคนไหนให้การวินิจฉัยผู้ป่วยพร้อมๆ กับขอดู “ดวง” หรือลายมือผู้ป่วย) ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยแม่นยำ และถูกต้องมากขึ้น

ส่วนหมอยาบางคนเป็นหมอนวดด้วย เช่น เวลาตรวจร่างกาย คลำตามท้องตามหลังหรือตามส่วนต่างๆ ของผู้ป่วย (ที่มีอาการผิดปกติ)  เอาหูฟังวางไว้บนตัวผู้ป่วยตามที่ต่างๆ บางครั้งมีการบีบนวดร่วมไปด้วยเพื่อหาจุดที่เจ็บปวด  หลายๆ คนเมื่อได้รับการตรวจร่างกายโดยหมอที่มีความชำนาญก็รู้สึกหายจากโรคไปมากกว่าครึ่ง!!

บางครั้งหมอรักษาโรคต้องเป็นหมอผีด้วย เช่น ที่หมอหัวใจทำอยู่กันเป็นประจำ!!
ลองคิดดูว่า ถ้าการมีหัวใจเต้น คือ การเริ่มต้นมีชีวิต เมื่อหัวใจหยุด  ก็คือ หมดชีวิต คือ ตายไปแล้ว  ดังนั้น หมอหัวใจที่ต้องปั๊มหัวใจผู้ป่วยเป็นประจำ ทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกลับมาเต้นเป็นปกติเหมือนปลุกคนที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาใหม่!!   ยิ่งไปกว่านั้นเวลาผ่าตัดหัวใจต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น  เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จก็ต้องทำให้หัวใจเต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง  จึงเห็นได้ว่า หมอหัวใจสามารถทำให้หัวใจเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเต้นอยู่ได้เป็นประจำ ไม่น่าจะต่างจากการเป็นหมอผีเท่าไรนัก  แถมหมอหลายๆ คนยังเป็นหมอพระให้น้ำมนต์ คือ ฉีดยาให้ผู้ป่วยอยู่เป็นประจำ

เมื่อคิดถึง หมอยา หมอดู หมอเดา  เมื่อสองอาทิตย์ก่อนมีผู้ป่วยจากต่างจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือ  รูปร่างสันทัด ไม่อ้วนไม่ผอม ท่าทางแข็งแรง ใบหน้าสี่เหลี่ยม ผิวคล้ำ มาพร้อมกับลูกชายด้วยอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้ายเวลาเดินออกกำลัง แต่พักสักครู่แล้วดีขึ้น อาการเหล่านี้มีมาได้ประมาณสามอาทิตย์ และหลังจากนั้นผู้ป่วยที่ปกติแข็งแรงคนนี้เริ่มออกกำลังกายได้น้อยลง จากที่เคยวิ่งได้ 3 – 4 กิโลเมตร เวลาออกกำลังตอนเช้าๆ  ก็เริ่มทำได้น้อยลงน้อยลงจนในวันที่ก่อนจะมาพบกันเพียงแค่เดินเร็วๆ ก็เหนื่อยแล้ว

ผู้ป่วยคนนี้ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงใดๆ  ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีประวัติเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง  ในครอบครัวโดยเฉพาะพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูก ก็ไม่มีประวัติของโรคหลอดเหลือดหัวใจตีบหรือประวัติการเสียชีวิตกระทันหัน  ผลการตรวจร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เมื่อฟังประวัติอาการและดูสีหน้า ผู้ป่วยน่าจะเป็นคนที่มีความอดทนสูง ไม่ใช่เป็นคนที่บ่นเจ็บโน่นเจ็บนี่ง่ายๆจึงคิดในใจว่า  อาการแบบนี้ต้องมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง  แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จึงได้ส่งไปตรวจสมรรถภาพการทำงานของหัวใจโดยการเดินสายพาน เพื่อที่จะดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังโดยคาดการณ์ (เดา) ไว้ว่า ผลการตรวจคงต้องผิดปกติแน่ๆ !!

แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาพร้อมกับผลตรวจ ผมก็ต้องแปลกใจมากเพราะปรากฏว่า ผู้ป่วยสามารถเดินได้ 12 นาที โดยไม่มีอาการแน่นหน้าอก และคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังไม่มีความผิดปกติที่บ่งว่า เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลย??

ถ้าหมอที่ไม่คุ้นเคยกับโรคนี้ คงส่งผู้ป่วยกลับบ้านและบอกไปว่า ไม่มีอะไรผิดปกติและหัวใจแข็งแรงดี  (เพราะหมอหลายๆ คนก็ไม่สามารถเดินได้ถึง 12 นาทีในการเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ) แต่เมื่อพิเคราะห์ดูโหวงเฮ้งแล้ว หน้าตาท่าทางผู้ป่วยรายนี้คงไม่ใช่คนที่ขี้บ่น หน้าตามีความอดทนสูง  อาการที่มีคงมีจริงๆ และอาการแบบนี้คงต้องมีความผิดปกติที่หัวใจแน่ๆ  จึงได้แนะนำว่า สมควรฉีดสีเอกซ์เรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อได้แจ้งผลดีและผลเสียของการฉีดสีให้ทราบแล้วพร้อมๆ กับอธิบายว่า ผลการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานนั้น ก็เหมือนการตรวจทางการแพทย์หลายๆ อย่าง (คล้ายหมอดูนั่นเอง) ซึ่งไม่แม่นยำ 100%  (การเดินสายพานนี้ให้ความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคจริงๆ เพียงร้อยละ 70 เท่านั้น!) ถ้าจะให้แน่นอนต้องทำการฉีดสีบังเอิญโชคดี ทั้งผู้ป่วยและลูกชายหลงคารมเชื่อหมอความ (พูดมาก) อย่างผม!!………

ผลการฉีดสีของผู้ป่วยรายนี้ยืนยันความแม่นยำในการเป็นหมอเดา เพราะพบว่ามีการตีบของหลอดเลือดหัวใจอย่างรุนแรงที่บริเวณต้นขั้วหัวใจซึ่งต่อมาได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ตอนนี้ผู้ป่วยหายดีกลับไปวิ่งออกกำลังได้เหมือนเดิมแล้ว!

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีผู้ป่วยเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งธรรมดาก็แข็งแรงดี ไม่ค่อยมีอาการผิดปกติ ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะๆ เป็นประจำทุกวัน  ครั้งหนึ่งมากกว่า 30 นาที มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ วันๆ หนึ่งทำงานค่อนข้างเครียดได้มารับการตรวจร่างกายประจำปี ซึ่งรวมถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานด้วย  ผลปรากฏว่า เดินสายพานได้นานเกือบ 12 นาที แต่ในตอนท้ายลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ออกกำลังเกือบจะเสร็จนั้น มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งบ่งว่า มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่บ้าง

หมอที่ดูผลการตรวจได้อธิบายว่า   น่าจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะที่หัวใจทำงานหนักมากๆ   ถ้าต้องการให้ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่นอน ควรฉีดสีเอกซ์เรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ  แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่เคยมีอาการมากและสามารถออกกำลังกายได้ในระดับค่อนข้างดี ซึ่งตามสถิติถึงแม้จะมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ โอกาสที่จะเกิดปัญหาเฉียบพลันทางหัวใจจะมีน้อยมากและใกล้เคียงกับคนที่อายุเท่ากัน เพศเดียวกันที่ไม่มีความผิดปกติจากการตรวจ!!   คนที่ได้ฟังแล้วก็คงสบายใจจึงไม่ตรวจทำการฉีดสี………

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ป่วยรายที่สองนี้ไปพักผ่อนเที่ยวต่างประเทศ เดินเข้าไปในป่าลึก  ปีนภูเขา อากาศค่อนข้างเย็น แล้วอยู่ๆ ก็เกิดอาการแน่นหน้าอกอย่างเฉียบพลันและเสียชีวิตทันที  ในลักษณะนี้น่าจะเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพราะมีลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ จึงทำให้มีผู้ข้องใจกันว่าผลการตรวจสมรรถภาพหัวใจนั้น จริงๆ แล้วช่วยอะไรกันแน่หรือเปล่า??

…….ต้องขอบอกกันในที่นี้ (อีกครั้ง….) ว่า ความแม่นยำในการตรวจแบบนี้มีเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น  การคาดการณ์ใดๆ “เรื่องหัวใจ” โอกาสถูก 100% เป็นไปได้ยากมากๆๆๆ

โดยเฉพาะในผู้ป่วยรายนี้มีภาวะหลายๆ อย่างร่วมกันที่หัวใจไม่ปรารถนา คือ

เวลาการเดินทางท่องเที่ยว คนเราจะไม่ค่อยดื่มน้ำซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ
เมื่อเดินออกแรงขึ้นภูเขาสูง ซึ่งมีระดับออกซิเจนต่ำ  และ
อากาศหนาวเย็น  ที่จะทำให้หลอดเลือดทั่วๆ ไปหดตัวเล็กลง
ภาวะเหล่านี้มักจะทำให้คราบไขมันและหินปูนซึ่งฉาบอยู่บางๆ ภายในหลอดเลือดแตก มีลิ่มเลือดมาเกาะ เกิดหลอดเลือดอุดตันได้อย่างกระทันหัน โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้ามาก่อนได้!!!

ในผู้ป่วยรายสุดท้ายนี้  จึงทำให้หมอคาดการณ์ผิด เป็นหมอเดาที่ใช้ไม่ได้ ก็เลยต้องจบลงเป็น………”ปลาหมอซึ่งตายเพราะปาก”………….

บทความที่เกี่ยวข้อง

Caring for the elderly
การฝึกจิต ออกกำลังกาย
การดูแลผู้สูงอายุ
All about harmony
Coffee Talk
The power of soy


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.