Skip to content

ลิ้นหัวใจเทียม

July 23rd, 2012

Webmaster

ลิ้นหัวใจเทียม

ลิ้นหัวใจของคนมีหน้าที่เปิด-ปิดควบคุมกระแสเลือดให้ไหลไปทางเดียวไม่ย้อนกลับ  ลักษณะของลิ้นหัวใจมีลักษณะเหมือนกับบานประตู-หน้าต่าง ซึ่งจะคอยเปิด-ปิดอยู่ตามจังหวะของการบีบตัวหัวใจ  ภายในหัวใจมีลิ้นหัวใจอยู่ 2 แห่งกั้นระหว่างห้องหัวใจบนกับล่างทั้งทางด้านซ้ายและขวา นอกจากลิ้นหัวใจสองลิ้นที่กั้นระหว่างห้องหัวใจแล้ว ยังมีลิ้นหัวใจอีกสองลิ้นกั้นระหว่างหัวใจกับหลอดเลือดที่ออกจากหัวใจไปยังปอดและหลอดเลือดใหญ่ไปอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย รวมทั้งหมดเป็น 4 ลิ้น (ถ้าพูดได้คงพูดมากน่าดู!!)

ลิ้นหัวใจที่ผิดปกติจะไม่สามารถควบคุมกระแสเลือดให้ไหลไปทางเดียว ไปข้างหน้าได้อย่างสะดวก เช่น ลิ้นหัวใจเปิดได้ไม่เต็มที่ซึ่งก็จะทำให้เกิดลิ้นหัวใจตีบ (เกิดเลือดไหลเดินไปข้างหน้าได้ไม่สะดวก) หรือถ้าลิ้นหัวใจปิดไม่สนิททำให้มีเลือดรั่วไหลย้อนกลับก็จะทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่ว

โรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของลิ้นหัวใจในประเทศไทยนี้มีหลายโรค โรคที่ได้บ่อย คือ โรคลิ้นหัวใจรูมาติค ซึ่งมักจะพบในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังอายุค่อนข้างน้อยเกิดจากการที่เป็นโรคหัวใจรูมาติคเฉียบพลันในขณะวัยเด็ก  ภาวะอื่นๆ ที่อาจทำให้ลิ้นหัวใจผิดปกติได้อีก เช่น ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ภาวะลิ้นหัวใจเสื่อมจากการที่มีหินปูนเกาะซึ่งจะพบได้ในผู้สูงอายุ

การรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบ ในบางครั้งเราอาจใช้วิธีขยายลิ้นหัวใจด้วยลูกโป่งหรือการผ่าตัดขยายลิ้นหัวใจ  แต่ในกรณีที่ลิ้นหัวใจตีบและมีหินปูนเกาะอยู่มาก อาจต้องใช้การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจใช้ลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

ส่วนภาวะลิ้นหัวใจรั่วในระยะแรกๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการจะแสดงออกเมื่อลิ้นหัวใจรั่วค่อนข้างมากและมีอาการเสื่อมและอ่อนแรงลงของกล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วยแล้วเท่านั้น  การแก้ไขผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจรั่วนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม หรือในระยะหลังมีการผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วนั้นได้โดยไม่ต้องใช้ลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเก่าก็เป้นไปได้

ลิ้นหัวใจที่ผิดปกติต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขบ่อยๆ มักจะเป็นลิ้นหัวใจที่อยู่ทางด้านซ้าย คือ ลิ้นหัวใจไมทรัล (Mitral Valve)  ซึ่งเป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่างทางซ้ายมือ และอีกลิ้นหนึ่ง คือ ลิ้นหัวใจเอออติค (Aortic Valve) ซึ่งเป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจ เนื่องจากว่าลิ้นหัวใจทั้งสองลิ้นนี้ เป็นลิ้นหัวใจที่กั้นอยู่ระหว่างห้องหัวใจซึ่งทำงานหนักมีเลือดไหลเวียนผ่านเป็นปริมาณมากและมีความดันค่อนข้างสูงโอกาสที่ลิ้นหัวใจทั้งสองจะเสื่อมเป็นโรคจึงมีมากกว่าลิ้นหัวใจอีกสองลิ้นที่อยู่ทางด้านขวา

ในระยะหลังหมอผ่าตัดหัวใจพยายามที่จะผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจมากกว่าที่จะใช้ลิ้นหัวใจเทียม เนื่องจากว่าลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่ไปแทนที่ลิ้นหัวใจเก่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำให้หัวใจทำงานได้ดีและสะดวกขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง  (ก็เหมือนกับของปลอมทั่วๆ ไปจะให้ดีสู้ของแท้ได้อย่างไร) แต่เราจำยอมต้องใส่ลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปช่วยมิฉะนั้นหัวใจจะต้องทำงานหนักจนเกิดหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวได้

ลิ้นหัวใจเทียมที่เป็นลิ้นหัวใจที่ทำจากสารที่ไม่ใช่สารจากธรรมชาติ (แม้ในบางครั้งแพทย์จะใช้ลิ้นหัวใจซึ่งทำจากลิ้นหัวใจหมู (ลิ้นหัวใจหมูจริงๆ!!)  หรือใช้ลิ้นหัวใจจากคนที่เสียชีวิตแล้ว (เจ้าของลิ้นหัวใจก็ตายแล้วจริงๆ เช่นกัน) แทนที่ลิ้นหัวใจเทียมซึ่งทำจากวัสดุโลหะหรือคาร์บอน  แต่ลิ้นหัวใจที่ทำจากสัตว์และคนนั้นไม่สามารถใช้ได้ในทุกกรณีไป ส่วนใหญ่หมอหัวใจที่ผ่าตัดจึงจำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจที่เป็นสารพวกโลหะหรือคาร์บอนอยู่

ลิ้นหัวใจเทียมที่เป็นวัสดุแปลกปลอมอยู่ในร่างกาย จึงมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อและมีลิ่มเลือดไปจับเกาะติดได้ง่าย การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจเทียมเป็นเรื่องใหญ่เพราะการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะธรรมดาไม่ได้ผลดี จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดลิ้นหัวใจใหม่ ใครที่เคยโดนผ่าตัดหัวใจมาครั้งหนึ่งแล้วคงทราบดีว่าการผ่าตัดครั้งที่สองไม่ค่อยสนุกเท่าไรนัก!!

การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจนี้  ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีการติดเชื้อมาจากช่องปาก เนื่องจากว่าบริเวณช่องปากของคนเรานี้เป็นแหล่งที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่มาก และบ่อยครั้งที่เกิดมีแผลเล็ก ภายในช่องปากหรือโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเหงือกจะมีจำนวนปริมาณแบคทีเรียในช่องปากมากกว่าคนทั่วๆ ไป เมื่อมีแผลหรือการติดเชื้อในปาก เชื้อโรคที่อยู่ในช่องปากจะหลุดเข้าไปล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิต  ซึ่งธรรมดาในร่างกายคนเราที่แข็งแรง ไม่มีลิ้นหัวใจเทียม จะไม่มีที่ให้เชื้อเหล่านี้เกาะอยู่เพื่อขยายพันธุ์เติบโต และเชื้อเหล่านั้นก็จะถูกกำจัดไปโดยขบวนการคุ้มกันของร่างกาย

แต่ในคนที่มีลิ้นหัวใจเทียมหรือลิ้นหัวใจที่เป็นโรค เชื้อโรคที่หลุดเข้าไปเพียงตัวสองตัวก็มักจะตรงไปที่หัวใจและเกาะอยู่ที่บริเวณนั้น ทำการแพร่พันธุ์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว (เพราะมีเลือดเป็นอาหารที่แสนอร่อย) โดยที่ภูมิคุ้มกันจากร่างกายจะเข้าไปกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ลำบาก  ดังนั้นผู้ที่มีลิ้นหัวใจเทียมหรือมีลิ้นหัวใจผิดปกตินี้หมอหัวใจจะต้องดูแลเรื่องสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยด้วย และผู้ป่วยควรจะพบหมอฟันเป็นประจำทุกหกเดือน รวมทั้งเรียนรู้การแปลงฟันที่ถูกวิธีเพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลดโอกาสติดเชื้อที่อาจจะเกิดที่ลิ้นหัวใจดังกล่าว

ปัญหาของลิ้นหัวใจเทียมอีกเรื่องหนึ่ง คือ การที่อาจจะมีลิ่มเลือดมาเกาะติด ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นเดียวกัน ถ้าลิ่มเลือดมาเกาะที่ลิ้นหัวใจเทียมนั้นแล้ว ปัญหาจะมีขึ้นได้ 2 แบบ คือ  ลักษณะแรกคือ  ลิ่มเลือดที่เกาะอยู่จะไปติดตามข้อบานพับของลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจเปิดปิดไม่สะดวก มีลักษณะเหมือนลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วใหม่ได้  หรือในบางครั้งลิ่มเลือดที่เกาะอยู่อาจจะหลุดออกจากหัวใจล่องลอยไปตามหลอดเลือด ไปอุดที่สมองหรืออวัยวะต่างๆ เกิดอัมพาต / อัมพฤกษ์

ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใส่ลิ้นหัวใจเทียมนั้น แพทย์จึงต้องให้รับประทานยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดอยู่ตลอดเวลาตลอดชีวิต ซึ่งยานี้ถ้าบอกให้ทราบกันแล้วจะตกใจเนื่องจากว่าเป็นยาที่เคยใช้กันในสมัยโบราณใช้เป็นยาเบื่อหนู แต่ในระยะต่อมา  ทราบว่ามีฤทธิ์ทำให้เลือดไม่แข็งตัวด้วย ทางการแพทย์จึงนำเอายาชนิดนี้มาใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

ยาชนิดนี้ใช้มากเกินไปก็จะทำให้เลือดออกได้ง่ายหรือเลือดออกไม่หยุดถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะไม่ได้ผล ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาจึงต้องได้รับการตรวจเช็คเลือดอยู่อย่างสม่ำเสมอทุก 6 – 8 อาทิตย์  บางครั้งมียาและอาหารหลายอย่างที่จะทำให้ระดับยาดังกล่าวนี้ผิดปกติไปได้ ซึ่งถ้ากล่าวในที่นี้คงไม่ไหว  ใครที่ต้องรับประทานยากันเเลือดแข็งดังกล่าวอยู่จึงควรปรึกษากับแพทย์ที่เป็นผู้จ่ายยาให้อย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจถึงการปฏิบัติตัวซึ่งมีความสำคัญมากในการลดผลข้างเคียงของยา การปฏิบัติดูแลผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียมและรับประทานยากันการแข็งตัวของเลือดนี้ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้ชาย อายุ 60 ปีเศษ ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใส่ลิ้นหัวใจเทียมให้ที่ลิ้นหัวใจเอออติค  ผู้ป่วยคนนี้เป็นผู้ที่ดูแลตัวเองอย่างใกล้ชิด รับประทานยากันเลือดแข็งตัวตามตรงเวลาสม่ำเสมอ และเมื่อทำการตรวจระดับ ผลของยาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจึงไม่เคยมีผลข้างเคียงของยามาตลอด 10 ปี  แต่อยู่มาวันหนึ่งมีอาการปวดฟัน ได้ไปทำการตรวจกับหมอฟันพบว่า มีโพรงหนองอักเสบอยู่ที่เหงือก ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดโดยหมอฟัน ผู้ป่วยซึ่งรู้เรื่องการปฏิบัติตัวเป็นอย่างดีจึงรีบมาปรึกษากับผม ซึ่งแทนที่จะทำการรักษาเรื่องฟันง่ายเหมือนกับคนที่ไม่มีลิ้นหัวใจเทียมทั่วๆ ไป

ผู้ป่วยคนนี้ต้องนอนโรงพยาบาลให้ยาแก้อักเสบทางหลอดเลือดเพื่อที่จะฆ่าเชื้อในปากให้เหลือน้อยที่สุด  พร้อมๆ กันนั้นต้องหยุดยากันเลือดแข็งตัวที่รับประทานและเปลี่ยนเป็นยาฉีดและมีฤทธิ์สั้นกว่า  โดยต้องอยู่ในโรงพยาบาลถึง 6 วันรอให้ระดับการแข็งตัวของเลือดลงมาเป็นปกติก่อน จึงไปทำการผ่าตัดเหงือกได้  และเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยและเลือดบริเวณที่รับการผ่าตัดหยุดดีแล้วจึงค่อยๆ กลับให้ยากันเลือดแข็งตัวรับประทานใหม่อีกครั้งกว่าที่ระดับจะกลับมาเป็นปกติได้ต้องใช้เวลาอีก 2-3 วัน รวมความว่า การทำฟันธรรมดาๆ ของผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียมคนนี้ ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 7 – 10 วัน

ดังนั้น ถ้าใครหัวใจไม่ค่อยดีก็ขยันแปรงฟันบ่อยๆ และครั้งละนานๆ หน่อยนะครับ…….
…..ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นจริงที่เมื่อสุขภาพช่องปากแข็งแรง……
…..หัวใจก็จะมีความสุขด้วย!!……

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวใจรวนเร
ขาของใคร
ความลับ(ที่ไม่ยอมรับ)ของคนอ้วน
ใจหาย
What goes up must come down
ปวดเข่า บรรเทาด้วยการออกกำลังกาย


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.