Skip to content

หัวใจกับลูกโป่ง

November 22nd, 2012

Webmaster

IMG_5921

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้นมีอยู่ 3 วิธีใหญ่ๆ วิธีแรกคือ  การรักษาด้วยยา,  การผ่าตัด และการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่ง  ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า  “Percutaneous  Transluminal Coronary  Angioplasty” ถ้าแปลตามตัวอักษรเป็นไทย ก็แปลได้ว่า  “การตกแต่งหลอดเลือดหัวใจทางหลอดเลือดผ่านผิวหนัง” พวกแพทย์ที่ชอบทำทางด้านนี้จะร่วมกันจัดตั้งชมรม ชื่อว่า “ชมรมมัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ”  เครื่องมือที่เป็นสายสวนหัวใจที่มีลูกโป่งอยู่ตรงปลายสาย  ลักษณะคล้ายๆ กับสายยางรดน้ำต้นไม้ที่มีลูกโป่งผูกรัดต่อไว้ที่ปลาย  แต่มีขนาดเล็กกว่ามากๆ คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณเมตรครึ่ง

สายดังกล่าวมีไว้สำหรับขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบโดยจะถูกสอดใส่เข้าไปในร่างกายผ่านทางผิวหนังบริเวณด้านหน้าขาหนีบหรือข้อพับบริเวณแขนเข้าไปในเส้นเลือดแดงใต้ผิวหนัง  สายสวนจะผ่านย้อนทางเดินเลือดไปตามหลอดเลือดแดงขึ้นไปถึงหลอดเลือดหัวใจโดยในขณะที่สวนสายเข้าไปนั้น ลูกโป่งที่อยู่ส่วนปลายยังแฟบอยู่แต่เมื่อปลายสายไปถึงบริเวณที่หลอดเลือดตีบแล้ว  แพทย์ก็จะเป่าลูกโป่งโดยใช้อุปกรณ์ภายนอกตัวผู้ป่วยที่ต่ออยู่กับสายสวนส่วนปลายให้ลูกโป่งที่อยู่ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งโป่งพองออก ดันคราบไขมันหินปูนที่เกาะติดอยู่ภายในหลอดเลือดให้แบนราบไป หลังจากนั้นจึงทำให้ลูกโป่งแฟบเหมือนเดิมแล้วดึงสายดังกล่าวออกจากร่างกาย

ในบางครั้งการขยายด้วยลูกโป่งเฉยๆ ไม่เพียงพออาจจะต้องใส่อุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น  ขดลวดหรือบางทีเรียกว่า “ตะกร้อ หรือ Stent” ซึ่งมีลักษณะเป็นลวดขนาดเล็กมากขดไปมา มีรูปทรงกระบอกเหมือนท่อน้ำแต่โปร่งเหมือนตะกร้อ มีไว้ค้ำยันบริเวณที่ได้รับการขยายไม่ให้เกิดการตีบกลับของหลอดเลือด  การทำขยายหลอดเลือดนี้ คนทั่วๆ ไป มักเรียกว่า “การทำบอลลูน”

ในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจยังมีการใส่บอลลูนหรือลูกโป่งอีกชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจากการทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด  การใส่บอลลูนอีกชนิดหนึ่งนี้เป็นการใส่สายสวนเช่นเดียวกันแต่เป็นสายสวนที่มีลูกโป่งหรือบอลลูนขนาดใหญ่ไว้ในหลอดเลือดแดงใหญ่ที่บริเวณหน้าอกและท้อง (ไม่ใช่หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ)  โดยมีวัตถุประสงค์ใช้ลูกโป่งดังกล่าวช่วยการทำงานของหัวใจให้ในคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือช๊อก  โดยที่ลูกโป่งชนิดนี้ถูกต่อออกมายังเครื่องมือขนาดใหญ่นอกตัวผู้ป่วยที่ตั้งอยู่ข้างเตียง ซึ่งจะทำให้ลูกโป่งที่อยู่ในตัวนั้นโป่งออกและแฟบลงเป็นจังหวะที่สัมพันธ์กับการบีบตัวของหัวใจ สายสวนชนิดนี้มีขนาดใหญ่กว่าประเภทแรกมาก

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อีกสองวิธีนอกเหนือจากการทำบอลลูน คือ การผ่าตัดต่อเส้นเลือดหรือที่เรียกว่า “Bypass”  และการรักษาประเภทสุดท้าย  คือ  “การรักษาโดยยา”

เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่า มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแล้วแพทย์โรคหัวใจจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ได้และตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยวิธีใดถึงจะดีที่สุด  ทั้งสามวิธีมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปและเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน มิใช่ว่าผู้ป่วยที่มีอาการหนักมีโรคมากจะต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเสมอไป บางครั้งบางคราวการรักษาด้วยยาก็อาจจะเหมาะสมกว่า ในทางตรงกันข้ามบางครั้งการผ่าตัดอาจจะมีความเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับผู้ป่วยอายุมากก็ได้

การรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  วิธีรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งแต่เพียงอย่างเดียว (ไม่ใส่ขดลวด) นั้นมีข้อเสีย คือ บริเวณที่ถูกขยายอาจจะเกิดการตีบซ้ำขึ้นได้ใหม่ร้อยละ 30  แต่เมื่อมีการพัฒนาขึ้นและมีการใส่ขดลวด (หรือที่เรียกว่า “Stent”)  โอกาสตีบใหม่ของหลอดเลือดที่ได้รับการขยายลดลงไปไม่ถึงร้อยละ 10  (ยังมากกว่าถูกล๊อตเตอรี่เลขท้ายสองตัว!!…)

เทคโนโลยีล่าสุดด้านนี้ได้พัฒนาไปมากขึ้นอีกโดยเคลือบยาบางชนิดไว้บนขดลวดซึ่งมีผลทำให้โอกาสตีบซ้ำของเลือดนั้นไม่มีเหลืออยู่เลย  (โอกาสน้อยกว่าถูกล๊อตเตอรรีรางวัลที่หนึ่ง!!…)  ขดลวดชนิดใหม่นี้เป็นข่าวที่น่ายินดีมากสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ไม่อยาก (โดน) ผ่าตัดนัก  ข้อเสียคือ ราคายังค่อนข้างสูงใกล้เคียงกับการผ่าตัดต่อเส้นเลือด  แต่ข้อดีของการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด (และใส่ขดลวด)  คือ มีความเสี่ยงโดยรวมต่ำกว่าการผ่าตัดซึ่งต้องมีการดมยาสลบ

มีผู้ป่วยสองคน  คนแรกเป็นผู้ชายอายุ 32 ปีมาพบผมด้วยเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งเมื่อทำการตรวจและฉีดสีแล้วพบว่า มีการตีบแคบลงของหลอดเลือดหัวใจที่อยู่ด้านหน้าบริเวณต้นขั้วประมาณร้อยละ 60  ร่วมกับแรงการบีบตัวของหัวใจต่ำกว่าปกติ ซึ่งในลักษณะนี้ถึงแม้จะมีอายุน้อยแต่ผู้ป่วยจะได้ประโยชน์จากการผ่าตัดมากกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ  ผมจึงได้แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด…….

คนที่สองเป็นผู้หญิงอายุ 90 ปีมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ หลังจากเดินระยะสั้นๆ เพียง 50 เมตร ร่วมกับเคยมีภาวะหัวใจล้มเหลวหลังจากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกด้วย  ผู้ป่วยรายหลังนี้จากการตรวจฉีดสีพบว่า มีการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจบริเวณด้านหลังตรงส่วนต้นของหลอดเลือดประมาณร้อยละ 90 แต่แรงการบีบตัวของหัวใจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ  ผมจึงได้ให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวดให้แก่ผู้ป่วยรายนี้ไป

ผู้ป่วยทั้งสองราย ได้รับการรักษาตามที่ได้แนะนำไปพร้อมกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น  น้ำตาล  ไขมัน  ความดันโลหิตและน้ำหนักตัว และทั้งสองคนได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจโดยเข้าโปรแกรมการออกกำลังร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจอย่างใกล้ชิด  เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือน  ผู้ป่วยรายแรกสามารถวิ่งออกกำลังได้ทุกเช้าเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร  ส่วนรายที่สองก็สามารถเดินออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันเป็นเวลา 40 – 50 นาทีต่อครั้ง โดยไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบแต่อย่างใด

สรุปว่า  เวลารักษาโรคหัวใจนี้ถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันอาการเหมือนกัน แต่อาจจะได้รับการรักษาต่างวิธีกัน (ต่างคนต่างใจ)  แพทย์ที่รักษาจะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายโดยดูจากสิ่งที่ตรวจพบหลายๆ อย่างประกอบกัน แล้วจึงแนะนำให้การรักษาที่ผู้ป่วยคนนั้นๆ จะได้รับประโยชน์สูงที่สุดและมีความเสี่ยงจากการรักษาน้อยที่สุด

การเลือกวิธีการรักษานี้คล้ายๆ กับการเลือกซื้อหุ้นโดยที่การรักษาที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาที่ให้ประโยชน์สูงและเห็นผลได้ชัดเจนกว่าการรักษาที่มีความเสี่ยงต่ำ  แพทย์ที่ให้การรักษาจึงเหมือนกับ   โบรกเกอร์นักเล่นหุ้นที่จะต้องดูว่า หุ้นตัวไหนหรือการรักษาใดเหมาะกับนักลงทุนหรือผู้ป่วยรายใด โดยให้ผู้ป่วยได้รับผลประโยชน์มากที่สุดโดยไม่มีความเสี่ยงจากการรักษามากจนเกินไปนัก

การรักษาบางวิธีที่เห็นว่าได้ผลดีกับคนอื่นๆ ที่มีโรคคล้ายๆ กับตัวเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเหมาะสมกับเราด้วยเพราะ……..ใจใครใจมัน (ไม่ใช่ตัวใครตัวมันนะครับ!!) ……….

บทความที่เกี่ยวข้อง

หลายใจ
Orange or roseapple?
Cherries
ลิ่มเลือดในปอด
หลักในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
เรื่องของไข่อีกฟอง


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.