Skip to content

กาลเวลาที่เปลี่ยนไป

March 18th, 2013

Webmaster

กาลเวลาที่เปลี่ยนไป

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ที่น่าสนใจก็คือ บางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ไม่ได้เปลี่ยนเพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่อาจจะเปลี่ยนได้จากขาวเป็นดำหรือหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เรียกว่า อย่างที่เราคาดไม่ถึง (คือ ไม่มีปัญญาที่จะคาดถึง)

การแพทย์ก็เป็นเช่นนั้นครับ สมัยที่ผมเป็นนักเรียนแพทย์ เวลาที่มีการช่วยกู้ชีวิตฉุกเฉิน เช่น ตอนที่คนไข้หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันนั้น การให้ยาชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า โซเดียมไบคาร์บอเนตนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำ  การที่ละเลยหรือลืมให้ยาตัวนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหรับแพทย์ผู้ทำการรักษา (ในขณะนั้น)

แต่ปัจจุบันนี้ แพทย์ผู้ใดให้ยาชนิดเดียวกันนี้กับคนไข้ที่ต้องการการช่วยกู้ชีวิตฉุกเฉินแล้ว กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะจะเกิดผลเสียกับคนไข้มากกว่าผลดี!!

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่แปลกใจเพราะแพทย์เราก็ใช่ว่าจะถูกเสมอไป ดังจะเห็นกันได้บ่อยๆ ว่ายาบางชนิดเมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นยาที่คนไข้ทุกคนที่เป็นโรคบางประเภทแพทย์จะต้องใช้เสมอ แต่ปัจจุบันกลายเป็นยาต้องห้ามไปเสียแล้ว อย่างเช่น ฮอร์โมนเพศหญิง เป็นต้น หรือยาบางตัวผลข้างเคียงมากและเป็นอันตรายกับคนไข้จนต้องหยุดผลิตเลยก็มี ก็ในโลกนี้มีอะไรแน่นอนบ้างละครับ – นอกจากการเกิดและดับ

เรื่องของหัวใจก็เช่นเดียวกัน เมื่อ 70 ปีที่แล้ว แพทย์คนไหนเอาคนไข้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart attack) ลุกจากเตียงคนไข้ละก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าจัดอยู่ในประเภทไม่ปกติเท่าไหร่…… คนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ เป็นเวลาหลายเดือนทีเดียว (absolute bed rest) ตามความเชื่อที่ว่า เมื่อหัวใจมันขาดเลือดไปเลี้ยง จึงไม่ควรให้มันเต้น (ทำงานหนัก) มากเกินไป ก็เลยให้นอนเฉยๆ เพราะหัวใจจะทำงานน้อยกว่าเวลาที่คนไข้มีกิจกรรมต่างๆ ถ้าหัวใจทำงานมากขึ้น จะทำให้โอกาสที่เลือดไปเลี้ยงไม่พอมากขึ้น อาการของโรคก็จะแย่ลงได้….  นั่นเป็นความคิดของหมอเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วที่ทุกคนยอมรับว่า ถูก!!

แต่ก็โชคดีครับ ที่มีหมอสองท่าน (ที่ตอนนั้นอาจจะถูกหาว่าไม่บ้าก็เมา) เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าจับคนไข้ลุกขึ้นนั่งแทนที่จะนอนอย่างเดียว คนไข้จะเป็นอะไรไหม และปลอดภัยกับคนไข้หรือเปล่าก็เลยจับคนไข้ลงมานั่งเก้าอี้ซึ่งถือว่า เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง (chair treatment) ผลปรากฏว่า ชื่อของหมอสองท่านนั้นถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ริเริ่มการรักษาแนวใหม่ตั้งแต่นั้นมา (คิดในทางกลับกัน ถ้าครั้งนั้นคนไข้ที่เริ่มการรักษาด้วยการนั่งเก้าอี้ เกิดมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ชื่อหมอทั้งสองท่านก็จะถูกจารึกเหมือนกัน แต่ในด้านตรงกันข้าม!!) การรักษาที่ว่านี้เพิ่งเริ่มมีมาเมื่อห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา

และช่วงประมาณห้าสิบกว่าปีนี้เอง ที่แพทย์ทราบว่าการกระตุกหัวใจด้วยการช๊อตไฟฟ้านั้น สามารถช่วยชีวิตคนไข้ที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันโดยเฉพาะหลังจากเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ ก่อนหน้านั้นคนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติอย่างรุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตนั้น เป็นเรื่องที่แพทย์ช่วยไม่ได้เลย และในปัจจุบันเครื่องกระตุกหัวใจดังกล่าว มีการพัฒนาจนถึงขั้นสามารถทำงานเองได้โดยไม่ต้องมีแพทย์อยู่ด้วยเหมือนกับที่ในต่างประเทศมีการวางเครื่องดังกล่าวไว้ในที่สาธารณะ อย่างเช่น บนเครื่องบินของบางสายการบิน หรือสนามบิน (automated defibrillator) หรือแม้กระทั่งสามารถฝังเข้าไปในตัวคนได้เลยก็มี พอหัวใจเต้นผิดจังหวะเครื่องก็สามารถอ่านเองและทำงานช๊อตให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติกระตุกเองเสร็จเรียบร้อย เครื่องที่ว่าคนไทยเองก็มีใส่ประจำตัวไปหลายคนแล้วครับ (Automated Implanted Cardiac Defibrillator)

ต่อมาอีกสิบกว่าปี คือ ช่วงปี 1960 – 1970 นั้น การเริ่มต้นของหออภิบาลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ คนไข้หัวใจเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คนไข้รอดตายกันมากขึ้นครับ และในช่วงปี 1980 นี่เองที่การสวนหัวใจคนไข้ การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนนั้นได้มีการพัฒนากันมากขึ้น บวกกับยาชนิดใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามามากมาย ทำให้การรักษาโรคหัวใจเปลี่ยนไปอย่างมาก ผลที่ตามมาก็คือ จะมีคนไข้หัวใจที่มีชีวิตอยู่ยืนยาวขึ้น แต่บางคนมีหัวใจล้มเหลวเพราะไม่ได้รับการรักษาโดยแพทย์ที่ชำนาญ ทำให้การรักษาล่าช้าไปกว่าที่ควร  ปัจจุบันนี้จึงมีวิวัฒนาการทางด้านโรคหัวใจอีกมากมายเพื่อคนไข้จะได้รอดชีวิตมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังกล่าวไว้ ครั้งหลังจะเล่าให้ฟังนะครับ

ปัจจุบันนี้ แพทย์คนไหนให้คนไข้กล้ามเนื้อหัวใจตาย นอนอยู่เฉยๆ เป็นเดือน โดยที่ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าห้ามทำนั้น อาจจะทำให้คนไข้เป็นอันตรายยิ่งกว่า (คือคนไข้พวกนี้จะมีโอกาสเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายขึ้นใหม่ได้สูงกว่า) ก็อาจจะเริ่มลุกนั่ง ยืนและเดินกลับบ้านได้ภายใน 5 วันถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขั้นตอนการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจดังกล่าว ควรจะอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญนะครับ สำหรับคนไข้ที่ขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน ไม่ว่าจะใส่ขดลวดหรือไม่ใส่ก็ตามอาจจะกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นด้วยซ้ำถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน

เพราะฉะนั้นก็อย่าประหลาดใจเลยครับถ้าอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีผมซึ่งอาจจะมาเขียนในคอลัมภ์นี้ใหม่ว่า ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (แม้จะตีบทั้งสามเส้นใหญ่ก็ตาม) ใช้วิธีการรับประทานยาร่วมกับการคุมอาหาร และออกกำลังกายร่วมกับการใช้เครื่องนวด (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว) แทนการผ่าตัดหัวใจหรือการขยายหลอดเลือด!!

ผมมีคนไข้คนหนึ่งอายุ 40 กว่าปี มาที่โรงพยาบาลด้วยอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง หลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ (นั่งรับประทานกับแฟนสาว – แฟนนะครับไม่ใช่ภรรยา) โชคดีที่ร้านอาหารอยู่ใกล้โรงพยาบาล จึงมาถึงโรงพยาบาลภายในครึ่งชั่วโมง จึงได้รับการสวนหัวใจ ฉีดสี ซึ่งก็พบว่า มีหลอดเลือดอุดตันที่เส้นใหญ่ ผมได้ให้ยาลดการเกาะติดของเกร็ดเลือด แล้วทำการขยายหลอดเลือดใส่ขดลวดที่มียาเคลือบไป

ขณะที่เอาบอลลูนออก ผู้ป่วยอุทานมาทันทีว่า “โล่งอกแล้วครับ!” จริงๆ แล้ว หมอก็โล่งอกด้วยเหมือนกันเพราะการรักษาภาวะนี้มีความเสี่ยงสูง (แต่ก็ได้ประโยชน์มาก – high risk high return ครับ) ถ้าผมไม่ได้ทีมงานที่เข้มแข็งและมีประสบการณ์ ผมคงรักษาผู้ป่วยลักษณะนี้ไม่ค่อยได้ดีเท่าที่ควร

หลังจากนั้นสองวัน คนไข้คนนี้ก็กลับบ้าน ออกไปรับประทานข้าวกับแฟนสาว (ไม่ทราบว่า คนเดิมหรือเปล่า?..)  และกลับมาเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจเพื่อที่จะทำให้หัวใจแข็งแรงกว่าเดิม!!!

เมื่อก่อนปีใหม่ได้ข่าวว่า คนไข้คนนี้ลงวิ่งแข่งมาราธอนเพื่อพิสูจน์ให้แฟนสาว (คนไหนก็ไม่ทราบ) เห็นว่า ถึงแม้เขาจะเคยมี Heart attack แล้ว แต่หัวใจก็ยังแข็งแรงอยู่!!!……..

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใจเร็วแต่อย่าใจร้อน
ลิ้นหัวใจเทียม
Integrative Cancer Thearpy
Snoring to your heart's content
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
กระดูกพรุน ภัยเงียบใกล้ตัว


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.