Skip to content

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

April 4th, 2013

Webmaster

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคเดียวกัน มีบางภาวะที่ไม่มีหลอดเลือดหัวใจตีบแต่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และบางครั้งมีหลอดเลือดหัวใจตีบแต่กล้ามเนื้อหัวใจไม่ขาดเลือด สองภาวะหลังนี้พบได้ไม่บ่อย ไม่ต้องไปคิดถึงก็ได้ครับ

มาดูกันเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบที่เป็นเรื่องที่พบร่วมกัน และพบได้บ่อยดีกว่า…….

หัวใจของคนเรานั้นเหมือนปั๊มน้ำทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งต้องการเลือดมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ว่าอวัยวะนั้นๆ กำลังทำอะไรอยู่ เช่นกระเพาะอาหารเมื่อมีอาหารตกลงไปก็จะมีการย่อยอาหารช่วงเวลานี้ ก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น….. ช่วงที่เรากำลังใช้ความคิดหรือเครียด สมองก็จะมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น หรือช่วงที่เราออกกำลังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ก็ต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น……ช่วงที่เราพักผ่อนนอนหลับกลางคืน (ไม่ฝัน) จะเป็นช่วงที่อวัยวะต่างๆต้องการเลือดไปเลี้ยงน้อยมาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่หัวใจเราได้พักผ่อนคือทำงานเบาที่สุด แต่ถึงกระนั้น ก็จะเห็นได้ว่าหัวใจเราต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง…… จะหนักบ้างเบาบ้าง ก็แล้วแต่ช่วงเวลา วันหนึ่งๆ หัวใจคนเราเต้น (บีบตัว)ประมาณ 1 แสนครั้ง!!! (ไม่ได้ค่าทำงานล่วงเวลาด้วยนะครับ)

หัวใจคนเราไม่เคยทำงานตามใจตัวเองได้ ต้องทำตามความต้องการของอวัยวะอื่นๆ ตลอดเวลา ….. แต่อย่างไรก็ดีหัวใจเป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงตัวเองด้วยเหมือนกัน…….เมื่อทำงานหนักก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงมาก…….เมื่อทำงานเบาก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงนิดเดียว

เมื่ออวัยวะส่วนใดของร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นหัวใจก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น….หัวใจเราไม่สามารถปฏิเสธได้!!

หัวใจมีหลอดเลือด 3 เส้นหลักที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของหลอดเลือดทั้ง 3 เส้นนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณเพียงแค่ 3 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น เลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจใน 1 นาทีก็มากกว่าอวัยวะใดๆ ในร่างกาย

ดังนั้นเราจึงพอเข้าใจได้ว่าปริมาณเลือดมากๆ ที่ผ่านหลอดเลือดที่เล็กๆนั้น ก็จะทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมได้เร็วกว่าหลอดเลือดในอวัยวะอื่นๆ มาก

เห็นไหมครับว่า…..หัวใจเราไม่สามารถทำงานตามใจตัวเองได้…..ดังนั้นเราจึงต้องทนุถอมหัวใจเราไว้ให้ดีๆ หน่อย !!!

มีคนไข้ผมหลายคน (ที่ขี้เกียจ) พอได้ยินตรงนี้ก็อ้างทันทีที่จะไม่ออกกำลังกาย เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนัก….แต่จริงๆ แล้วการออกกำลังกายนั้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นก็จริงอยู่ แต่เป็นการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นอย่างมีจังหวะ……เช่น จังหวะขณะวิ่ง, เดิน,ว่ายน้ำ หรือถีบจักรยานการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นเป็นจังหวะ ตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ (เช่นแขนและขา) ในลักษณะนี้ จะทำให้……..กล้ามเนื้อหัวใจใช้เลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือถ้าเลือดมาเลี้ยงลดน้อยไปหน่อย ก็ยังไม่มีผลอะไร หรือถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องรถยนต์ก็เป็นเครื่องที่ประหยัดน้ำมันนั่นเองครับ

คนที่ไม่อยากออกกำลังกายอย่าเพิ่งเสียใจครับ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่จะไม่ออกกำลังกายอีกเยอะแยะ เช่น ปวดข้อ ไม่มีเวลา ฝนตก รถติด อากาศร้อน อยากเป็นโรคหัวใจจะได้ตายเร็วๆ และที่ใช้ได้เสมอๆ คือ ขี้เกียจ!!!

คราวนี้มารู้จักหลอดเลือดหัวใจที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทั้ง 3 เส้นกัน เส้นแรกที่ยาวที่สุด คือเส้นที่อยู่ด้านหน้าหัวใจ อีกเส้นหนึ่งที่อยู่ค่อนไปทางซ้ายเหมือนกับเส้นแรกนนี้ และมักจะมีต้นขั้วร่วมกัน จะเป็นเส้นที่อ้อมไปอยู่ด้านหลังของหัวใจ เส้นที่สามออกมาจากทางด้านขวา อ้อมไปเลี้ยงหัวใจด้านขวาและส่วนล่าง

หลอดเลือดมีลักษณะเหมือนท่อน้ำ จะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจที่ตัวเองทอดผ่านแล้วให้แขนงออกไป หลอดเลือดเหล่านี้ทอดตัวอยู่บนผิวด้านนอกของหัวใจ ให้แขนงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทุกส่วน

เด็กเกิดใหม่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์ของระดับไขมันหรือวิตามินบางประเภทจะมีผนังหลอดเลือดปกติ เมื่ออายุมากขึ้น อาจพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดโดยมีการเกาะของคราบไขมัน ซึ่งพบได้ตั้งแต่อายุ 20-30 ปี

เมื่อเวลาผ่านไปคราบไขมันนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีเซลต่างๆ และหินปูนเข้ามาสะสมในผนังหลอดเลือดด้วย ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว”

คราบเซลไขมันและหินปูนที่สะสมอยู่บนผนังหลอดเลือดด้านในนี้ จะเคลือบด้านในของผนังหลอดเลือดทั่วๆ ไปยิ่งอายุมาก ยิ่งมีมากขึ้น ยิ่งมีคราบเหล่านี้เกาะมากขึ้น ผนังหลอดเลือดก็แข็งตัวมากขึ้น ……เปรียบได้กับท่อน้ำที่ใช้งานมานานๆ ผนังของท่อน้ำนั้นย่อมกลายเป็นสนิมได้!!!

หัวใจคนปกติมีความอดทนมาก หลอดเลือดหัวใจต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางแคบลงมากกว่าร้อยละ 70 ถึงจะทำให้เจ้าของหัวใจเริ่มมีอาการ เวลาหัวใจทำงานหนัก (เวลาหัวใจพักทำงานเบาๆ แค่นี้ก็ยังอาจจะไม่มีอาการนะครับ !!!)

จากคราบไขมันและหินปูนที่เคลือบอยู่ด้วยในผนังหลอดเลือดนี้ จะทำให้หลอดเลือดตีบมากขึ้นได้มีอยู่ 2 วิธี

วิธีแรก คือ คราบที่สะสมนี้จะค่อยๆ พอกสะสมมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อพอกหนาจนทำให้หลอดเลือดตีบมากกว่าร้อยละ 70 ก็จะทำให้คนไข้เริ่มมีอาการ…… อาการที่ว่าก็คือ อาการเหนื่อย อึดอัด แน่นหรือเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง…พักแล้วดีขึ้น

กลไกการเกิดการตีบเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดวิธีที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่า คือ คราบไขมันและหินปูนที่เกาะอยู่บนผนังหลอดเลือดด้านในจะมีการแตกร้าวที่ผิวๆ ทำให้เลือดที่ไหลผ่านมาในหลอดเลือดนั้นสัมผัสกับสารต่างๆ ที่อยู่ภายใต้คราบไขมัน ทำให้เกิดการเกาะรวมตัวของเกร็ดเลือด เป็นลิ่มเลือดใหญ่ขึ้นอย่างกระทันหัน

…….ถ้าร่างกายละลายลิ่มเลือดได้ทันท่วงที ก็จะไม่เกิดการอุดตันของหลอดเลือด…. แต่ถ้าร่างกายไม่สามารถสร้างสารมาละลายลิ่มเลือดนั้นได้ โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดข้นกว่าปกติเช่นคนที่สูบบุหรี่ เกร็ดเลือดก็จะจับตัวรวมกันเป็นลิ่มเลือดก้อนโต (ไม่ต้องโตมากแค่ 3 มิลลิเมตรก็แย่แล้ว!!) เกิดการอุดตันอย่างถาวรของหลอดเลือดนั้นได้ จึงไม่มีเลือดผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เลย !!!…..ภาวะนี้ก็คือ การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาษาชาวบ้านก็คือ Heart Attack 

การป้องกันการเกิด Heart Attack คือ

  • รักษาระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำๆ จะได้ไม่มีหลอดเลือดแข็ง
  • ทำให้คราบไขมันและหินปูนที่อาจมีอยู่ไม่เปราะ ผิวจะได้ไม่แตกง่ายด้วยการ
  • ออกกำลังกาย
  • ลดระดับไขมันโดยใช้ยาควบคุมระดับไขมัน และควบคุมอาหาร
  • ควบคุมระดับน้ำตาล
  • ป้องกันการเกาะตัวของเกร็ดเลือดไม่ให้รวมตัวกันเป็นลิ่มเลือดโดยยาต้านเกร็ดเลือด เช่น ยา แอสไพริน หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel)

เรื่องใช้ยาแอสไพริน ป้องกัน Heart Attack นี้ ผมมีคนไข้ผู้ชายอายุ 60 ปีกว่า มีไขมันในเลือดสูง มาพบผมครั้งแรกด้วยอาการปวดที่กรามทั้งสองข้างหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะเวลาเดินออกกำลังหลังอาหาร (ซึ่งเรื่องนี้หมอหัวใจไม่เคยแนะนำนะครับ!!!) ตรวจไปตรวจมาก็ได้ความว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบและรักษาไปด้วยการขยายหลอดเลือดใส่ขดลวดพิเศษที่มียาเคลือบไป 5 ตัว (รอดตัวไปไม่ต้องโดนทำการผ่าตัดบายพาส!!) กลับไปเล่นเทนนิส วิ่งออกกำลังได้เป็นปกติ คนไข้พวกนี้ต้องรับประทานยากต้านเกร็ดเลือดคือแอสไพรินไปตลอดชีวิต!!!  เพื่อป้องกันหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน

หลังจากขยายหลอดเลือดไป 5 – 6 เดือน ผมพบคนไข้อีกครั้งหนึ่งขอดูยาทั้งหมดที่รับประทานอยู่…. แปลกใจที่ไม่เห็นมียาแอสไพรินสอบถามไปจึงได้ความว่าคนไข้รับประทานยาแอสไพรินอยู่ได้ 3 – 4 เดือน รู้สึกแสบท้องจึงหยุดยาไป และคิดว่าผมให้ยาแอสไพรินไว้แก้ปวดแผลจึงไปซื้อยาพาราเซตามอลมารับประทานเองทุกวัน!!!

โธ่…..ยาพาราเซตามอลน่ะแก้ปวดศีรษะได้ แต่ป้องกันการปวดหัวใจ (หรือในรายนี้ปวดกราม) ไม่ได้นะครับ เพราะไม่มีฤทธิ์ต้านเกร็ดเลือดหรือการเกิดลิ่มเลือด เหมือนแอสไพริน!!!

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Caring for the elderly
Keep breathing
กลั้นใจ-2
A heart-stopping story
การแพทย์ผสมผสาน
Breaking up(with cigarettes)is hard to do


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.