Skip to content

เมื่อหัวใจหมดกำลัง

March 24th, 2014

Webmaster

IMG_5114

ตามที่เคยได้เล่าไว้ก่อนหน้านี้ว่า  หัวใจของเรามีหน้าที่คล้ายปั้มน้ำ แต่แทนที่จะเป็นเครื่องจักรกลับเป็นกล้ามเนื้อที่พันกันวนไปเวียนมา มีท่อส่งเลือดออกจากหัวใจและรับเลือดเข้าหัวใจ  กล้ามเนื้อหัวใจมีขนาดเท่ากำปั้นมือ  บีบรัดและคลายตัว  ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่พัก  ปกติหัวใจคนเราเต้นหรือบีบตัวเพื่อทำหน้าที่สูบฉีดเลือดประมาณ 70 ครั้ง/นาที การที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดออกไปครั้งหนึ่งๆให้ได้แรงพอเหมาะนั้น  ส่วนต่างๆ ของหัวใจต้องทำงานประสานกันอย่างดี โดยเฉพาะลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างห้องหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจต้องเปิดและปิดให้ได้จังหวะกับการบีบตัวของหัวใจ  อีกทั้งขนาดของห้องหัวใจก็ต้องพอเหมาะพอเจาะ คือ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป

ถ้ามีภาวะหัวใจโต คือ หัวใจขยายพองออก กล้ามเนื้อหัวใจที่พันวนไปเวียนมาอยู่ ก็จะยืดออกไม่สามารถหดตัวได้แรงพอ ในภาวะปกติขณะพัก หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้มากกว่า 5 ลิตรต่อ 1 นาที ซึ่งเป็นปริมาณที่มากทีเดียวเมื่อเทียบกับอวัยวะเล็กๆ ขนาดเพียงกำปั้นมือ

กล้ามเนื้อหัวใจก็คล้ายกับกล้ามเนื้อที่แขนขา จึงต้องการเลือดมาเลี้ยงตัวเองด้วยเช่นกัน  หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนี้มีอยู่ 3 เส้นใหญ่ๆ คือ เส้นที่เลี้ยงส่วนหน้าของหัวใจ  เส้นที่เลี้ยงด้านหลังของหัวใจ และเส้นที่เลี้ยงด้านขวาและส่วนล่างของหัวใจ

ถ้าอวัยวะของร่างกายทำงานเพิ่มขึ้น  อวัยวะนั้นๆ ก็จะมีความต้องการเลือดเพิ่มขึ้น เช่น สมองขณะที่เราอ่านหนังสือหรือทำงานใช้ความคิด  สมองจึงส่งสัญญาณให้หัวใจส่งเลือดมามากขึ้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ตามต้องการในขณะที่ทำงานใช้ความคิด  หรือหลังจากที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ  เนื่องจากกระเพาะและลำไส้ส่วนต้นต้องทำงานหน้าที่ย่อยอาหารที่เรารับประทานลงไป ทั้งกระเพาะและลำไส้ ก็ต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น

การที่หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นในเวลาต่างๆ นั้น  หัวใจทำได้โดยบีบตัวเร็วขึ้นและแรงขึ้น ซึ่งเราทราบได้จากการที่เราวัดชีพจรในขณะที่ใช้ความคิดหรือรับประทานอาหารอิ่มมากๆ จะพบว่าชีพจรเต้นเร็วขึ้นและถ้าวัดความดันโลหิตขณะนั้นก็จะพบว่า ความดันโลหิตสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากหัวใจบีบตัวแรงขึ้นกว่าขณะที่พัก

ขณะที่ออกกำลัง เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือวิ่ง  นั้น  กล้ามเนื้อต่างๆ ต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจก็ทำงานมากขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเหล่านั้น  หลังการออกกำลังทันทีเราจะพบว่า หัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตสูงขึ้น

หัวใจปกติ สามารถสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้นได้ตามความต้องการของร่างกาย แต่ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ก็จะเรียกว่า “ภาวะหัวใจล้มเหลว”

ภาวะหัวใจล้มเหลว อาจเกิดได้จาก

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน
  • ภาวะลิ้นหัวใจผิดปกติไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจรั่วและตีบ เนื่องจากหัวใจต้องทำงานมากกว่าปกติหลายเท่า
  • ภาวะติดเชื้อไวรัสของกล้ามเนื้อหัวใจบางประเภท
  • ภาวะความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
  • ภาวะผิดปกติของอวัยวะอื่น เช่น  ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษหรือไม่ทำงาน
  • ภาวะพิษจากยาหรือสารบางประเภท เช่น แอลกอฮอล์

เนื่องจากหัวใจของคนปกติมีกำลังสำรองเหลือใช้อยู่ เมื่อเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะแรกหัวใจสามารถปรับตัวให้ทำงานได้ใกล้เคียงปกติ

ในขั้นแรกหัวใจจะปรับตัวให้ตัวเองขยายโตออก เกิดภาวะที่เรียกว่า “หัวใจโต”  ที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ  การที่หัวใจขยายออก ปริมาตรหรือความจุเลือดในหัวใจจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาปริมาณเลือดซึ่งถูกบีบออกไปจากหัวใจแต่ละครั้งให้ได้ปริมาณที่ใกล้เคียงกับภาวะปกติถึงแม้กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวได้เบากว่าเดิม  ถ้าไม่ได้รับการรักษาแก้ไข หัวใจจะมีการขยายตัวออกเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่หัวใจโตมากและกล้ามเนื้อหัวใจถูกยืดออกมากเหมือนหนังยางที่ถูกจับยืดไม่สามารถหดตัวได้แรงพอที่จะสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้

เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกหลายอย่าง ที่เห็นได้บ่อยๆ คือ อาการเหนื่อย หรือหอบเวลาออกแรง เช่น เดิน หรือเมื่อหัวใจทำงานหนัก เวลาหลังรับประทานอาหาร หรือในขณะที่มีความเครียด

ในระยะท้ายๆ   ผู้ป่วยจะมีการบวมตามขาและหลังเท้า เนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงไตลดน้อยลง ทำให้ไตไม่สามารถขับเกลือและน้ำออกจากร่างกายได้  จึงเกิดการบวมตามตัวขึ้น

ผู้ป่วยที่มีอาการมากจะไม่สามารถนอนราบได้ เพราะเมื่อนอนราบแล้วเลือดจะไหลกลับหัวใจมากขึ้น  แต่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเหล่านั้นออกไปได้ทันจึงมีน้ำท่วมในปอด บางคนต้องนอนศีรษะสูงหรือนั่งหลับตลอดเวลา

ปัจจุบันการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์มียาและอุปกรณ์ที่ดีกว่าเดิมมาก ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบหรือบวมมาก แพทย์จะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อขับน้ำและเกลือที่คั่งอยู่ภายในปอดและส่วนต่างๆ ของร่างกายออก  เพื่อให้ผู้ป่วยอาการดีขี้นและพ้นขีดอันตรายเสียก่อน

จากนั้นจะพยายามตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้หัวใจล้มเหลว เพราะถ้าหาสาเหตุพบได้รักษาที่ต้นเหตุอาจจะทำให้ทุกอย่างกลับเป็นปกติ  แต่ส่วนใหญ่แล้วการรักษาต้นเหตุอาจทำไม่ได้เสมอไป ผู้ป่วยจึงได้รับยาหลายๆ ชนิดตลอดไปเพื่อช่วยลดความดันในหัวใจและป้องกันไม่ให้หัวใจทำงานหนักและการเกิดหัวใจล้มเหลวซ้ำอีก

ถ้าให้ยารักษาอย่างเต็มที่แล้ว หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงตามร่างกายได้เพียงพอและมีน้ำคั่งอยู่ในปอดทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนในปอดไม่ดี  แพทย์อาจจะต้องใช้เครื่องมือบางชนิด เช่น “หัวใจเทียม” หรืออาจใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไปช่วยปรับกระแสไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้หัวใจทั้ง 4 ห้องบีบตัวให้ได้จังหวะสอดคล้องกันดีขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นได้อีกบ้าง

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว มักเสียชีวิตกระทันหันจากการที่หัวใจเต้นผิดปกติหรือหยุดเต้น  บางรายจึงอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการใส่เครื่องกระตุกหรือเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติไว้ตลอดเวลา การใส่เครื่องชนิดนี้สามารถป้องกันการเสียชีวิตกระทันหันที่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาลเป็นอย่างดี!!!

สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการรักษาผู้ป่วยเพราะหัวใจล้มเหลว คือ การตรวจสอบค้นหาสาเหตุต้นตอ

ผมมีผู้ป่วยอายุ 60 ปีเศษ เป็นผู้ชาย ถูกส่งมาจากโรงพยาบาลอื่นด้วยอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ และบวมตามแขนขาอยู่ประมาณ 3 – 4 เดือน  เมื่อพบกันในครั้งแรกนั้น ผู้ป่วยไม่สามารถขยับตัวเคลื่อนไหวได้เพราะเหนื่อยมาก  และหลังจากตรวจร่างกายได้ไม่นานผู้ป่วยต้องได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจและให้ยาช่วยการทำงานของหัวใจทางหลอดเลือดดำหลายชนิดในหอผู้ป่วยหนัก

จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาการค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ การตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผู้ป่วยมีระดับไขมัน  คอเลสเตอรอลในเลือดสูงถึง 400 กว่า  การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจก็เหลือประมาณ 20%

“ผมคิดว่า ผู้ป่วยคนนี้ มีกล้ามเนื้อหัวใจตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน”

เพราะเขาเป็นผู้ชายและมีอายุ 60 ปีเศษ และมีระดับไขมันในเลือดสูง โอกาสมีหลอดเลือดตีบมีมากกว่าคนธรรมดา จึงได้ทำการฉีดสีตรวจดูหลอดเลือดหัวใจแต่กลับพบว่า หลอดเลือดของผู้ป่วยทั้ง 3 เส้นนั้นปกติ!!!

ผลการตรวจเลือดต่อมาพบว่า ระดับฮอร์โมนธัยรอยด์ของผู้ป่วยต่ำมาก จึงได้ให้ฮอร์โมนดังกล่าวทดแทนทีละน้อย

ในที่สุดผู้ป่วยหายเป็นปกติ สามารถออกกำลังได้พอประมาณและทำกิจวัตรประจำวันโดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบ     ตรวจดูการบีบตัวของหัวใจครั้งสุดท้าย พบว่า  กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแรงเกือบเป็นปกติแล้ว

กรณีตัวอย่างผู้ป่วยรายนี้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆ คือ

*ต้องพยายามค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

เพื่อที่จะได้รักษาที่ต้นตอ  อย่างผู้ป่วยรายนี้ ผล (คือ ภาวะหัวใจล้มเหลว) อยู่ที่ใจแต่สาเหตุอยู่นอกใจ  คือ   เรื่องของระดับฮอร์โมนธัยรอยด์ที่ต่ำ

ถ้าถามต่อไปเรื่อยๆ ว่า ทำไมฮอร์โมนธัยรอยด์ถึงต่ำกว่าปกติ

ท้ายที่สุดคงได้คำตอบว่า  “สังขารครับ” !!!!

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใจแข็ง
Fishy advice
เรื่องของดี
พอดี และ ดีพอ
Breaking up(with cigarettes)is hard to do
Heart and Nuts


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.