Skip to content

เหตุอยู่ที่ใจ (จริงหรือ)

May 5th, 2014

Webmaster

IMG_5677

เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ด้วยอาการหอบเหนื่อยหรือแน่นหน้าอกนั้น สิ่งแรกที่แพทย์จะทำ คือ พยายามพูดคุยถามประวัติรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อแยกให้ได้ว่าสาเหตุของอาการเหนื่อยหอบหรือแน่นหน้าอกนั้นมาจากความผิดปกติของอวัยวะใด เนื่องจากมีอวัยวะที่รับผิด (ไม่รับชอบ) อยู่หลายอวัยวะที่ทำให้เกิดอาการคล้าย ๆ กัน เช่น อาการเหนื่อยหอบหรือแน่นอึดอัดบริเวณหน้าอก อาจมีสาเหตุมาจาก  หัวใจ,  ปอด, หลอดอาหาร, กระเพาะ, กล้ามเนื้อ, กระดูกบริเวรทรวงอก, เยื่อหุ้มปอด  หรือเยื่อหุ้มหัวใจก็อาจทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกันได้

เมื่อต้นปีผมมีผู้ป่วยเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 50 ปี มาพบและเล่าว่ามีอาการอึดอัด แน่นหน้าอก เวลาเดิน หรือออกแรง ผู้ป่วยคนนี้รูปร่างค่อนข้างสมบูรณ์แข็งแรงพอใช้ได้ ไม่มีลักษณะของโรคเรื้อรังใดๆ แต่งตัวมีฐานะค่อนข้างดี แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่หลายปัจจัย เช่น มีความดันโลหิตสูงปานกลาง มีประวัติคนในครอบครัวเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันอยู่หลายคน และเธออยู่ในวัยทอง คือ ไม่มีประจำเดือนมาได้ 10 กว่าปีแล้ว

นอกจากนั้น เธอไม่มีประวัติไอเรื้อรัง หรือน้ำหนักลด (ตรงกันข้ามน้ำหนักเธอเพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมภายใน 4 อาทิตย์!!)  ไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง การรับประทานอาหารและขับถ่ายของเธอก็ปกติ  ไม่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ที่จะทำให้นึกถึงโรคในระบบทางเดินอาหาร การตรวจร่างกายไม่พบบริเวณที่กดเจ็บ หรือฟังได้เสียงผิดปกติที่จะให้นึกถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อกระดูก  เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจได้

จากประวัติที่ผู้ป่วยมีอาการมาได้ประมาณ 5-6 เดือน และเริ่มเป็นมากขึ้นในช่วงก่อน 2-3 อาทิตย์ก่อนมาโดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นบันไดบ้านทำให้ผมนึกว่า อาการของเธอน่าจะเกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดหัวใจตีบมากที่สุด จึงได้ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และให้เธอได้เดินสายพาน หรือที่เรียกว่า  Stress test เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการทำงานของหัวใจหลังออกกำลังหรือไม่ แต่ผลการตรวจก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยที่เธอสามารถออกกำลังได้ถึงระดับดีปานกลาง และไม่มีความผิดปกติของการบีบตัวของหัวใจ หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจในลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลย

หลังการตรวจผมได้แจ้งให้เธอทราบว่า อาการแน่นหน้าอกและอึดอัดเวลาออกแรงของเธอน่าจะมาจากภาวะที่ร่างกายไม่ฟิต และส่วนหนึ่งมีผลมาจากความดันโลหิตสูงร่วมกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผมจึงได้ให้ยาควบคุมความดันโลหิตไปเพื่อรักษาเรื่องความดันโลหิตสูงและแนะนำให้ลดน้ำหนักรวมทั้งการออกกำลังด้วย  โดยขอนัดพบเธออีกครั้งหนึ่งในระยะเวลา 2 เดือน

แต่ก่อนที่จะถึงเวลานัดครั้งต่อไปเธอต้องกลับมาพบกับแพทย์เพื่อนร่วมงานของผมด้วยอาการคล้ายๆ กัน  แต่ครั้งนี้เธอมีอาการหอบเหนื่อยมากกว่าแน่นอึดอัดหน้าอกเวลาออกแรงไม่เหมือนครั้งแรกที่มา  จากการตรวจร่างกาย และเอกซเรย์ปอดพบว่า เธอมีภาวะการติดเชื้อเรื้อรังในปอดคล้ายๆ กับเชื้อวัณโรค เมื่อเพื่อนแพทย์ผมได้บอกการวินิจฉัยให้เธอทราบ แทนที่เธอจะโกรธที่ผมวินิจฉัยไม่ถูกในครั้งแรกและทำให้เธอเสียเวลาไปเกือบเดือน เธอกลับรีบบอกให้เพื่อนผมมาขอโทษผมที่เธอบอกอาการผิด เพราะจริงๆ เมื่อเธอคิดดูแล้วเธอไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรืออึดอัดหน้าอกเลย  แต่เป็นอาการเหนื่อยหอบมากกว่า!!!

จริงๆ แล้วเวลาแพทย์กับผู้ป่วยเข้าใจไม่ตรงกันเป็นความผิดพลาดของแพทย์  ในรายนี้เป็นผมเองที่ไม่ซักถามประวัติของเธอให้ละเอียดถี่ถ้วน เพราะเมื่อแรกที่เธอมาพบ เธอเล่าว่า มีอาการอึดอัดแน่นหน้าอก สงสัยตัวเองเป็นโรคหัวใจ  เมื่อผมได้ยินเธอบอกว่าเธอเป็นโรคหัวใจ ผมยอมรับทันที (มีความลำเอียงในใจ) ว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจมากกว่าปัญหาของระบบอื่น (เพราะผมเลือกได้ยิน (คือฟัง) เฉพาะสิ่งที่อยากจะได้ยิน) บางครั้งผู้ป่วยบอกว่า มีอาการเหนื่อย แต่ความหมายของคำว่า “เหนื่อย” ของผู้ป่วยกับที่หมอได้ยิน (คิด) อาจจะไม่ตรงกันก็ได้  การซักประวัติ แพทย์ต้องพยายามถามให้ละเอียดว่าสิ่งที่ผู้ป่วยเล่ามานั้นเป็นเรื่องเดียวกับที่แพทย์เข้าใจ แต่ถ้าแพทย์มีใจลำเอียงก่อนล่วงหน้า เช่น แพทย์หัวใจก็จะคิดถึงแต่ความผิดปกติของหัวใจ เช่นในรายนี้ก็จะทำให้พลาดได้

ระบบการรักษาพยาบาลที่ดีๆ ในหลายๆ ประเทศ จึงมีระบบให้ผู้ป่วยได้พบกับแพทย์ประจำตัวของครอบครัวหรือที่เรียกว่า Family doctor ก่อนพบแพทย์เฉพาะทางโดยที่แพทย์เหล่านี้จะไม่มีใจลำเอียงคิดถึงความผิดปกติของระบบใดระบบหนึ่งมากเป็นพิเศษ และจะมีความเก่งในทุกๆ โรค  เมื่อพบความผิดปกติในระบบเฉพาะโรค  ถ้ามีความจำเป็นก็ถึงจะปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอีกครั้ง  แต่ทั้งนี้สัดส่วนระหว่างแพทย์ทั่วไป  แพทย์เฉพาะทางและจำนวนผู้ป่วยต้องพอเหมาะพอดีกันด้วย

ในการแยกความผิดปกติของหัวใจและปอดออกจากกันเมื่อผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบนั้น เทคโนโลยีปัจจุบันมีการตรวจซึ่งสามารถช่วยแยกความผิดปกติทั้งสองระบบออกจากกันได้เด็ดขาดจากเพียงแค่การตรวจเลือดเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยเกิดมีอาการเหนื่อยหอบจากระบบภาวะหัวใจล้มเหลว ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า Brain Natriuretic Peptide หรือเรียกย่อๆ ว่า “บีเอ็นพี (BNP)” ออกมาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจแต่ถ้าเป็นอาการเหนื่อยจากความผิดปกติของปอดแล้ว ระดับฮอร์โมนดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยเรื่องอาการเหนื่อยหอบ แต่จากประวัติและการตรวจร่างกาย ไม่สามารถแยกว่าความผิดปกติเกิดจากหัวใจหรือปอด เราอาจจะตรวจดูระดับฮอร์โมนดังกล่าวได้ ถ้าระดับสูงผิดปกติก็แสดงว่าอาการเหนื่อยหอบของผู้ป่วยรายนั้น  เกิดจากจากภาวะหัวใจล้มเหลว

อย่างไรก็ดี ข้อเสียของการตรวจระดับฮอร์โมนดังกล่าว คือ ยังมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นวิธีที่จะแยกความผิดปกติของปอด และ/หรือหัวใจออกจากกันที่มีความคุ้มที่สุด คือ แพทย์ต้องใช้เวลาพูดคุยถามประวัติอาการอย่างละเอียดซึ่งจะสามารถทำการวินิจฉัยแยกโรคทั้งสองระบบออกจากกันได้อย่างถูกต้องมากกว่าร้อยละ 90    แต่การที่จะหาแพทย์ที่มีเวลาคุยกับผู้ป่วยนานๆ ในภาวะการแพทย์ 30 บาท คงหาได้ยากหน่อยนะครับ!!

นิธิ  มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Keep breathing
หัวใจกับความดัน
ความอ้วนทำให้เสี่ยงเกิดความดันสูงทุกช่วงอายุ(blog)
Integrative medicine can offer patients the best o...
ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
Heart and Nuts


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.