Skip to content

เบาหวานกับหัวใจ

May 26th, 2014

Webmaster

เบาหวานกับหัวใจ

เมื่อ 2 -  3 อาทิตย์ก่อน ผมมีคนไข้เป็นชาย อายุ 70 ปีเศษ มาหาผมด้วยอาการเหนื่อย อึดอัด หายใจไม่เต็มอิ่มและแน่นหน้าอกเวลาเดิน  และ 2 – 3 วันก่อนมาที่โรงพยาบาลต้องนอนหมอนสูง ให้ศีรษะสูง  ใช้หมอนถึง 4 – 5 ใบ นอกจากนี้คนไข้คนนี้ยังมีอาการ เดินไม่ค่อยถนัด มักจะเซไปเซมาได้ประมาณเดือนเศษ  นอกจากนี้ยังมีประวัติเป็นเบาหวานรักษามานานแล้วด้วยการใช้ยารับประทาน และควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีบ้างไม่ดีบ้าง  เนื่องจากว่าคนไข้ไม่จำกัดอาหารเท่าไรนัก

คนไข้คนนี้ยังมีประวัติไตวาย ความสามารถในการกรองของเสียของไตเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยละ 10  แต่ไตยังสามารถขับน้ำได้ปริมาณปกติ (หน้าที่หลักของไต คือ ขับของเสียและขับน้ำออกจากร่างกาย)  จึงมีแต่ภาวะของเสียในเลือดสูงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

จากการตรวจร่างกายพบความดันโลหิตค่อนข้างสูงถึงประมาณ 170 /100 มิลลิเมตรปรอท  ชีพจรเต้นสม่ำเสมอดีและไม่พบว่ามีภาวะน้ำขังในปอดหรือช่องท้อง  จากการตรวจระบบประสาทพบว่าคนไข้ไม่สามารถหลับตายืนเอาเท้าชิดกันได้  ถ้าทำท่าดังกล่าวจะล้มไปข้างใดข้างหนึ่ง นอกจากนี้คนไข้ยังไม่สามารถเดินเอาเท้าติดชิดกันได้อย่างปกติ ต้องเดินแยกเท้าออกจากกันค่อนข้างกว้าง  ทั้งๆ ที่ไม่มีภาวะแขนขาอ่อนแรงแต่อย่างใด

การตรวจพบทางระบบประสาทลักษณะนี้เข้าได้กับความผิดปกติที่บริเวณก้านสมองที่ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย!!!

ผลการตรวจเลือดและหัวใจขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกก็พบว่า  มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรงร่วมกับภาวะของเสียที่คั่งในเลือดจากภาวะไตวายด้วย

เมื่อตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ทางสมองและของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ก็พบว่า มีหลอดเลือดที่เลี้ยงไตทั้งสองข้างตีบร่วมกับหลอดเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองด้านหนึ่งตีบแคบด้วย  และจากการฉีดสีสวนหัวใจดูหลอดเลือดหัวใจก็พบหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างมาก

จึงได้รักษาด้วยการขยายหลอดเลือดรวมไปทั้งหมด 3 เส้น คือ  หลอดเลือดหัวใจ  หลอดเลือดที่คอที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า  และหลอดเลือดเส้นเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงบริเวณก้านสมอง

หลังจากได้รับการรักษาดังกล่าวแล้ว  อาการต่างๆ ของผู้ป่วยก็หายไปเกือบทั้งหมด แต่ต้องได้รับการล้างไตอยู่หลายครั้งเนื่องจากว่า สารทึบรังสีที่ฉีดเข้าไปในช่วงระหว่างทำการเอ็กซเรย์และขยายหลอดเลือดนั้น ทำให้ภาวะการทำงานของไตเสื่อมมากขึ้นชั่วคราว
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วยลักษณะนี้ คือ การควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดโดยควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีตลอดเวลา  และควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ในทีแรก คนไข้บ่นเรื่องค่ารักษาพยาบาลซึ่งแพงเพราะใช้ขดลวดชนิดีที่มียาเคลือบจากต่างประเทศไปถึง 4 ตัว  ผมจึงได้อธิบายไปว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะ (ในอดีต) เขาไม่ควบคุมการรับประทาน การรักษาตอนนี้เป็นการรักษาที่ปลายเหตุเสียแล้ว และถ้าไม่อยากต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีกก็ยังจะต้องควบคุมเรื่องเบาหวานให้ดี      จึงแนะนำไปว่า ต่อไปนี้ทุกครั้งที่รับประทานอาหารนอกบ้าน 100 บาทให้หยอดกระปุกทบไว้ด้วย 20 บาทเพื่อเตรียมเป็นค่ารักษาพยาบาลในโอกาสต่อไป

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานนั้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบสูงมาก โดยโรคหรือภาวะผิดปกติดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับหลอดเลือดทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดที่อยู่ในตา  หลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง  หลอดเลือดที่หัวใจ  หลอดเลือดที่เลี้ยงไต หรือหลอดเลือดที่เลี้ยงแขนขา แต่ที่แย่คือ  กว่าที่คนไข้จะมีอาการผิดปกติจากหลอดเลือดตีบนั้น มักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดเหล่านั้นตีบมากพอสมควรแล้ว  การรักษาจึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น!!

ในขณะนี้มีความพยายามที่จะพัฒนาการตรวจเพื่อที่จะให้ตรวจพบคนที่มีแนวโน้ม หรือมีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น เพราะเราหวังว่าการตรวจพบในระยะต้นจะสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับอวัยวะต่างๆ ได้โดยที่ถ้าควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี จะสามารถทำให้หลอดเลือดที่เกิดโรคนั้นกลับคืนเป็นปกติได้!!

การตรวจที่เข้ามามีบทบาทในลักษณะนี้มากขึ้นในปัจจุบันก็มีหลายอย่าง  เช่น การตรวจทาง  MRI  (Magnetic Resonance Image) การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดซึ่งมีความเร็วกว่าสมัยก่อนโดยการตรวจระดับหินปูนที่เกาะในหลอดเลือด (เนื่องจากหลอดเลือดที่แข็งตัวและมีคาบไขมันมาเกาะอยู่นั้นมักจะมีคาบหินปูนเกาะอยู่ร่วมด้วย) หรือการตรวจที่ง่ายที่สุดในขณะนี้ คือ การวัดความดันของแขนและขาเปรียบเทียบกัน โดยในคนปกตินั้นความดันที่แขนและขาควรจะอยู่ใกล้เคียงกัน   ถ้ามีความแตกต่างของความดันโลหิตของแขนและขามากพอก็บ่งชี้ว่า น่าจะมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัวได้

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าแม้การตรวจพบในเบื้องต้นทำได้ดีขึ้นแต่การรักษาก็ยังไม่พ้นการแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  ที่สำคัญก็คือ การควบคุมอาหาร และออกกำลังกายพร้อมกับควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ดังนั้น ในเรื่องนี้ถ้าจะให้แนะนำกันในตอนนี้  ก็คือ คนที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานหรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ก็ควรที่จะสร้างนิสัยให้ลูกหลานของท่านออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  (เนื่องจากมีการศึกษาที่พบว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายตั้งแต่เด็กแล้ว  แพทย์จะพยายามบังคับหรือขู่เข็ญให้ออกกำลังกายเมื่อโตขึ้นนั้นทำได้ยากอย่างยิ่ง)   ได้รับประทานอาหารที่ถูกส่วนและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  (เช่นเดียวกันมีการศึกษาที่พบว่า คนที่อ้วนตั้งแต่เด็กนั้น การลดน้ำหนักเมื่อมีอายุสูงขึ้นนั้นทำได้ยากนัก)

เพราะความผิดปกติของหลอดเลือด  การดำเนินโรคเราเริ่มพบตั้งแต่ในอายุ 20 – 30 ปีเท่านั้น  ดังนั้นถ้าจะป้องกันและรักษาให้ดีจะต้องสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ถูกและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่คนอายุยังน้อยๆ  ถ้าทำได้สำเร็จดังนี้การรักษาโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจในอนาคตไม่ต้องใช้ถึง 30 บาทก็ได้ครับ แค่ 3 บาทก็คงเพียงพอ!!  เพราะการป้องกันที่ถูกและดีนั้นถูกกว่าการรักษามากมายนัก….

ถ้าใครไม่อยากพบหมอหัวใจเมื่อตอนอายุากก็รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ (และอย่ามากเกินไปนัก)  และออกกำลังกายให้ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องพบกันในโรงพยาบาล!… ไว้เจอกันในสถานที่ออกกำลังกาย (หรือร้านอาหาร??..) จะได้แฮ๊ปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย……..

นิธิ  มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคหัวใจนักกีฬา
ใครเลี้ยงไข้
ออกกำลังกายเมื่อแก่
Fishy advice
What ain’t broke, don’t replace it
การแพทย์ผสมผสาน


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.