Skip to content

ใจเร็วแต่อย่าใจร้อน

August 18th, 2014

Webmaster

ใจเร็วแต่อย่าใจร้อน

บางครั้งคนที่เป็นหมอ (แพทย์) ก็ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งหมอความและหมอดูด้วย เพราะคำถามที่มักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ เวลาจะกลับบ้านว่า “แล้วผมจะตายไหม?”ถ้าตอบด้วยความรู้ทางการแพทย์อย่างเดียวก็ต้องตอบว่า “แน่นอนคุณคงมีโอกาสตายแน่ๆ!!”ถ้าผู้ป่วยได้ฟังคำตอบเช่นนั้นก็คงจะไม่กลับมาหาหมอ (แพทย์) คนนั้นอีกต่อไปหรือไม่ก็ช๊อคตายไปต่อหน้าแพทย์คนนั้นจริงๆ แต่ถ้าเป็นหมอ (แพทย์) ที่แก่วัด (ไม่ใช่หมอพระ) ขึ้นมาหน่อยก็จะตอบว่า “ทุกคนคงมีโอกาสตายเหมือนกัน และเท่าๆ กันทุกคน ……ต่างกันตรงที่ว่า จะตายเมื่อไรและตายยังไงเท่านั้นเอง” (จริงๆ เล่นสำนวนเหมือนๆ หมอความในทีวี) ผู้ป่วย (อีกเหมือนกัน) ถ้าได้ฟังคำตอบแบบนี้คงคิดว่ายังมีหวัง มีโอกาสกลับมาหาหมอคนนี้อีก

ขอเพียงแค่อย่าตายเร็ว ……แล้วคงต้องถามต่อไปว่า แล้วเขาจะตายเมื่อไร คราวนี้แหละ…….ความที่เป็นหมอ (ดู) จึงเริ่มใช้หลักวิชาการแพทย์ทางสถิติเข้ามาช่วยคิดคำนวณบวก-ลบ-คูณ-หาร แล้วตอบกลับไปว่า “โอกาสที่จะตายภายใน 1 ปี หรือ 5 ปีเป็นเท่านั้นเท่านี้ขึ้นอยู่กับโรคหรือปัญหาที่มี”

เรื่องสถิติทางการแพทย์พวกเราที่เป็นหมอ (แพทย์) ได้มาจากการศึกษาดูผู้ป่วยประเภทต่างๆ ที่เหมือนกัน คล้ายๆ กัน เป็นจำนวนหมื่นๆ แสนๆ คน แล้วติดตามศึกษาดูว่าผู้ป่วยประเภทนั้นๆ มีโอกาสจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้หรือตายกี่คนภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งก็เหมือนกับหมอดูดวงชะตาหรือดูโหงวเฮ้งนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ป่วยรายหนึ่งถูกนำ (จริงๆ แล้วถูกหาม) มาพบผม เป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีต้นๆ มีประวัติว่า ขณะรอรถติดอยู่บนถนนเพชรบุรี เกิดมีอาการจุกแน่นกลางหน้าอกอย่างกระทันหันประมาณ 10 – 15 นาที หลังจากเกิดโมโหอย่างรุนแรงที่รถมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งขับเฉี่ยวกระจกรถข้างประตูของเขา แต่กว่าที่เขาจะตั้งสติได้ รถมอเตอร์ไซด์คันนั้นก็ได้เลยไปไกลแล้ว

ความที่เป็นคนใจร้อนเขารีบเปิดประตูรถจะออกวิ่งตามมอเตอร์ไซด์ แต่ช่วงเวลาที่เขาก้าวเท้า กลับเกิดมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงกระทันหัน ทำให้เขากลับเข้ามานั่งในรถ พักอยู่สักครู่ อาการเจ็บหน้าอกของเขาก็ยังไม่หายเป็นปกติ เขาและภรรยาจึงตัดสินใจ(ทันที) แวะเข้าโรงพยาบาลที่บังเอิญอยู่บนถนนเดียวกัน …..ซึ่งทันทีที่มาถึงห้องฉุกเฉิน เขาก็หมดสติล้มลง พยาบาลและแพทย์ได้พยายามช่วยอย่างเต็มที่ต้องทำการปั้มหัวใจด้วย เมื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก็พบว่า หัวใจเต้นผิดปกติต้องทำการช๊อกด้วยไฟฟ้าและปั้มหัวใจอยู่ตลอดเวลากว่าครึ่งชั่งโมงก่อนหัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม เขาคงยังไม่รู้สึกตัวและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ผมจึงถูกตามให้ไปดู

ทันทีที่เห็นผู้ป่วย…..ด้วยความชำนาญจากการเป็นหมอ (แพทย์) และ หมอดู (โหงวเฮ้ง) ผมทราบทันทีว่า ผู้ป่วยรายนี้น่าจะมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการที่หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจถูกอุดตัน เพราะผู้ป่วยอ้วนมาก น้ำหนักคงไม่ต่ำกว่า 110 กิโลกรัม แถมในกระเป๋าเสื้อเขามีบุหรี่นอกอย่างดีเสียบอยู่ในกระเป๋า และนิ้วมือข้างซ้ายของเขาซึ่งห้อยต่องแต่งอยู่ข้างเปลนั้นเหลืองเต็มไปด้วยคราบของนิโคติน

ขณะที่คิดอยู่นั้น พยาบาลในห้องฉุกเฉินรายงานว่า ความดันผู้ป่วย 50 / 40 ชีพจรเต้นประมาณ 60 ครั้ง/นาที บางครั้งหยุดเต้นต้องใช้ไฟฟ้ากระตุกข๊อกหัวใจมาแล้ว 2 ครั้ง ผมจึงรีบบอกให้ทีมพยาบาลและแพทย์ในห้องฉุกเฉินจัดการส่งขึ้นไปในห้องสวนหัวใจทันทีเพื่อทำการช่วยขยายถ่างหลอดเลือดที่ถูกอุดตัน ซึ่งภายใน 10 ทันที ผู้ป่วยก็ไปถึงห้องสวนหัวใจ ได้รับการเตรียมทำความสะอาด พร้อมรออยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว

ทีมแพทย์และพยาบาลจึงทำการฉีดสีพบ หลอดเลือดบริเวณด้านหน้าของหัวใจถูกอุดตันด้วยลิ่มเลือด จึงได้ให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด ระหว่างทำการขยายหลอดเลือด หัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นอีกหลายครั้งต้องช่วยปั้มหัวใจเป็นระยะๆ ผมและผู้ช่วยในทีมยืนเหงื่อตกอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง ความดันของผู้ป่วยจึงค่อยๆ กลับดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และหลอดเลือดที่ได้รับการขยายก็เปิดออกเหมือนท่อน้ำกว้างๆ ที่มีเลือดผ่านได้เป็นปกติและไม่มีลิ่มเลือดอุดตันอยู่อีกต่อไป ผมจึงส่งผู้ป่วยกลับไปแผนก CCU ขณะที่ออกจากห้องสวนหัวใจ วัดความดันได้ 110 / 80 มม.ปรอท หัวใจเต้นเป็นปกติประมาณ 90 ครั้ง/นาที แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่และยังไม่รู้สึกตัว

เมื่อผมแจ้ง (หรือสั่ง….ได้?) พยาบาลเรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับบ้านหลับเป็นตาย….. ตื่นเช้าขึ้นมาจึงรีบไปดูผู้ป่วย ได้รับรายงานจากพยาบาลที่เฝ้าดูอยู่ว่า ความดันโลหิตดีปกติมาตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะช่วงเช้า วัดได้ 130/80 มม.ปรอท และชีพจรเต้นสม่ำเสมอ 70 ครั้ง/นาที ผู้ป่วยลืมตา รู้สึกตัวดี หายใจเองได้บ้างโดยใช้เครื่องช่วยหายใจบางครั้ง ผมจึงให้พยาบาลถอดเครื่องช่วยหายใจออกและคอยเฝ้าดูว่า ผู้ป่วยสามารถหายใจได้เองหรือไม่ ซึ่งเมื่อผมพูด/สั่ง (เสีย) จบแล้วก็ออกไปดูผู้ป่วยรายอื่นๆ ต่อ (ขณะนั้นไม่พบญาติๆ ผู้ป่วยเนื่องจากยังเช้ามาก)

เมื่อถึงตอนเย็น…..ผมกลับเข้ามา ทันที่ที่เปิดประตูเข้ามาที่ห้อง CCU มองไปที่เตียงเดิมก็พบกับความประหลาดใจ และดีใจที่เห็นผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงมีภรรยาสาวคอยป้อนอาหารให้ อีกทั้งลูกๆ ที่น่ารักสองคนวิ่งเล่นอยู่รอบๆ เตียงพร้อมกับหญิง-ชายสูงอายุ ซึ่งน่าจะเป็นพ่อและแม่ของผู้ป่วย ทำให้รู้สึกภูมิใจกับความเป็นหมอ (แพทย์) ว่า ที่ร่ำเรียนมาจนแทบเอาชีวิตตัวเองไม่รอดแต่สามารถช่วยชีวิตคนอื่นได้เหมือนกัน

ผู้ป่วยรายนี้เมื่อคืน….สภาพไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตที่กำลังใกล้ตาย ไม่มีทั้งชีพจรและความดันโลหิต การเต้นของหัวใจก็หยุดๆ เต้นๆ สมองไม่สั่งการ หายใจเองก็ไม่ได้ แต่เพียงช่วงเวลาข้ามคืนกลับกลายเป็นคนใหม่ เรา (แพทย์) สามารถนำสามีกลับมาให้ภรรยา คืนพ่อให้กับลูกๆ และลูกให้กับพ่อแม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันที่ตียงข้างๆ มีผู้ป่วยอายุใกล้เคียงกัน เข้ามาด้วยอาการเจ็บหน้าอกเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ผู้ป่วยรายที่สองมีอาการแน่นหน้าอกอยู่ 10 กว่าชั่วโมงถึงมาโรงพยาบาลหลังจากญาติพบหมดสติอยู่บนพื้นห้อง ซึ่งแพทย์และทีมฯ สามารถช่วยชีวิตให้กลับคืนมาได้ก็จริงแต่หัวใจทำงานเพียง 30% สมองขาดเลือดนานเท่าไรไม่มีใครทราบ ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ใกล้ๆ กัน ต่างกันที่ไม่รู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาดูลูกๆ และภรรยาของเขาไม่ได้เหมือนผู้ป่วยรายแรก

ด้วยอาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ป่วยรายแรก หลังจากอยู่โรงพยาบาล 5-6 วันก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ก่อนกลับผู้ป่วยถามว่า “มีโอกาสจะเป็นอีกหรือไม่” ผมจึงได้ตอบไปแบบหมอ (ทั้งแพทย์, หมอความ และหมอดู) ว่า โอกาสเกิดขึ้นอีกคงจะมีเหมือนกัน มากน้อยไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ (เพราะอายุพอๆ กัน) ถ้าหากเขาระวังและดูแลลดปัจจัยเสี่ยงให้หมดไปได้ ……จากนั้นได้แนะนำการปฏิบัติตัวต่างๆ ให้ผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง เช่น การออกกำลัง ลดน้ำหนัก ลดอาหารมันๆ (ที่อร่อย) และดื่มน้ำมากๆ อย่างสม่ำเสมอ ผมได้ย้ำว่า เขากลับมาอยู่กับลูกๆ ภรรยา พ่อและแม่ได้อีกในวันนี้เป็นเพราะเขาตัดสินใจเร็ว รีบเข้ามาโรงพยาบาลทันทีทันใด เนื่องจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจนั้น คือ ความรวดเร็วในการรักษา และทีมงานที่พร้อมของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล

นอกจากนี้ผมยังแนะนำเขาว่า เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วให้ไปคิดดูว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกที่บ้านหรือที่ทำงาน สำรวจดูว่ามีสถานพยาบาลใดที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาจะไปถึงได้ด้วยความรวดเร็ว และให้ไปสำรวจซักซ้อมดูความพร้อมของสถานพยาบาลนั้นๆ ว่า สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีทีมงานพิเศษสำหรับดูแลหัวใจเช่นที่เขาได้รับมาหรือไม่ เพราะสิ่งที่เน้นย้ำแล้วย้ำอีกสำหรับผู้ป่วยหัวใจ คือ ความรวดเร็วและความพร้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

และอย่าพยายามตามหาหมอประจำตัวให้เสียเวลาเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือมีอาการน่าส่งสัยเหมือนเช่นที่เคยเป็น ให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้ๆ ที่ได้สำรวจไว้ โอกาสรอดชีวิตจะมีสูงมากเช่นเดียวกันกับในครั้งนี้

นิธิ  มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปลายร้าย ต้น(หรือจะ) ดี?
หัวใจที่อ่อนแอ
ยาอะไร
Senior Care
หัวใจ...ไร้โรค
Getting fit after paralysis


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.