Skip to content

ลดความดันโลหิตกันเถอะ

September 8th, 2014

Webmaster

ลดความดันโลหิตกันเถอะ

โรคความดันโลหิตสูง หรือที่บางคนเรียกว่า “ภาวะความดันโลหิตสูง” นั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดที่อวัยวะอื่นๆได้อีกมากมาย  ภาวะนี้พบได้ตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราโดยมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่แล้วกว่าร้อยละ ๘๐ จะหาสาเหตุของความดันที่สูงขึ้นไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ดีเมื่อให้การวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงแล้ว แพทย์ควรจะพยายามตรวจสอบหาสาเหตุของการที่ผิดปรกติด้วย เนื่องจากถ้าหาสาเหตุได้ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดีกว่าที่จะต้องรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตไปตลอดชีวิต!!


ความดันโลหิตที่พูดถึงกันในที่นี้คือ แรงดันของเลือดภายในหลอดเลือดที่มีต่อผนังหลอดเลือด เปรียบได้กับแรงดันของน้ำที่อยู่ในท่อน้ำ  เวลาหมอวัดความดันโลหิตจะวัดโดยทางอ้อมจากเครื่องวัดที่นำมาพันรอบแขนผู้ถูกวัดและบีบลมเข้าไปภายในให้ผ้านั้นรัดรอบแขน (แน่นๆ) เพื่อกดทับหลอดเลือด (ในแขน) ก่อนที่จะปล่อยลมออก แล้วใช้หูฟังวัดดูเสียงเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณแขนนั้น??? แรงดันของลมในแถบผ้าขณะที่เริ่มมีเลือดไหลผ่านหลอดเลือดได้ก็จะเท่ากับแรงดันในหลอดเลือดพอดี!!!
ความดันโลหิตของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งวัน  ขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย  เดิน หรือวิ่ง  ความเครียด  ความเจ็บปวด เป็นต้น ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ แต่ในช่วงหลังจากการออกกำลังกายใหม่ๆ ความดันอาจจะลดลงต่ำลงในขณะที่รับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารความดันโลหิตก็อาจจะขึ้นๆ ลงๆก็ได้
ดังนั้นการวัดความดันโลหิตที่ใช้เป็นมาตรฐานเพื่อวินิจฉัยว่าใครคนใดคนหนึ่งมีความดันโลหิตสูงหรือไม่ จะต้องวัดในขณะที่ผู้ถูกวัดนั่งพักเฉยๆเป็นระยะเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และไม่ได้รับประทานอาหารมาหรือทำงานพูดคุยที่อาจจะเกิดความเครียด ความกังวลได้ ถ้าจะวัดความดันโลหิตหลังรับประทานอาหารหรือออกกำลังกายแล้วก็จะควรเกิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ถ้าตัดปัจจัยต่างๆที่อาจจะมีผลให้ความดันขึ้นหรือลงได้มาแล้วทั้งหมดนั้น ความดันโลหิตของคนเราจะสูงที่สุดในช่วงตอนเช้ามืด ซึ่งช่วงดังกล่าวก็จะเป็นช่วงที่ตรงกับเวลาที่คนส่วนใหญ่เกิด Heart Attack หรือเกิดอัมพาต/อัมพฤกษ์ได้บ่อยๆ !!!
เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติที่มีขายอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าเทคนิคและวิธีการวัดถูกต้อง ผลที่ได้จะมีความแม่นยำพอสมควร  แต่ควรจะมีการตรวจวัดเทียบกับการวัดโดยแพทย์พร้อมๆกันสักครั้งหนึ่งเพื่อที่ให้ทราบว่าเครื่องๆนั้นวัดได้ค่าที่ถูกต้อง (หรือบางครั้งจะได้ทราบว่าเครื่องที่ใช้จะมีค่าที่วัดได้สูงหรือต่ำกว่าของจริงเท่าไร) ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่วัดความดันโลหิตเองดังกล่าวต้องเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆที่จะมีผลต่อความดันโลหิตที่กล่าวไว้ด้วย
ความดันโลหิตสูงมีผลต่ออวัยวะหลายๆ อวัยวะ เช่น  อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานของไต  หลอดเลือดสมอง  หลอดเลือดในตา หรือหลอดเลือดตามแขนขา มักจะไม่มีอาการผิดปรกติแสดงออกมาให้เห็นจนกว่าจะเกิดผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ เหล่านั้นแล้ว ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนี้ จึงมักจะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายๆแขนงร่วมดูแลกันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด โดยที่แพทย์จะต้องติดตามการทำงานของไต  หัวใจ  และภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและตาอยู่อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้การรักษาที่ได้ทันท่วงทีและรวดเร็ว รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดต่ออวัยวะต่างๆ จากความดันโลหิตสูงนั้นเสียแต่เนิ่นๆ  ด้วย
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ (ประมาณร้อยละ ๑๕-๒๐ ของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง) คนไข้ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของคนไข้ด้วย   ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าใครสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี ออกกำลังสม่ำเสมอ  การใช้ยาก็จะลดน้อยลงได้
ก่อนนี้เราเคยเชื่อกันว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นตามไปด้วยได้  แต่ในปัจจุบันพบว่า ความจริงไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ความดันโลหิตปรกติของคนเราที่ ๑๒๐/๘๐ มิลลิเมตรปรอท ควรจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ในคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงนั้นควรจะได้รับการควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน ๑๓๐/๘๕ มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  เช่น  ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  ไขมันในเลือดสูง  เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย  อัมพาตหรืออัมพฤกษ์  และผู้ที่สูบบุหรี่นั้นยิ่งควรคุมความดันโลหิตให้ไม่เกิน ๑๒๐/๘๐ มิลลิเมตรปรอท
ความยากลำบากในการดูแลคนไข้ความดันโลหิตสูง คือ คนไข้เหล่านี้มักจะไม่มีอาการให้เห็นเด่นชัด น้อยรายที่จะมีความรู้สึกปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะบ้างในบางครั้ง และการที่มาตรวจวัดความดันกับหมอก็จะเป็นค่าความดันโลหิตของที่วัดได้ในช่วงเวลาสั้นๆขณะนั้น เป็นการยากที่จะประเมินว่าการรักษาที่ให้นั้นเพียงพอหรือไม่ การดูแลตัวเองโดยเฉพาะเรื่องการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ถูกต้องจะมีส่วนสำคัญมากเท่าๆกันหรือมากกว่าการรักษาที่แพทย์ให้แก่ผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ใช้ทีมงานพิเศษสำหรับดูแลคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งทีมงานนี้ควรมีแพทย์อายุรกรรม  แพทย์หัวใจ  แพทย์โรคไต  แพทย์ต่อมไร้ท่อ แพทย์สมอง แพทย์ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ และนักโภชนาการสำหรับแนะนำเรื่องการออกกำลังกายและอาหารที่ป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น และลดโอกาสเสื่อมของไตจากภาวะความดันโลหิตสูงไปพร้อมๆกัน
คนที่มีความดันโลหิตสูงหลายๆรายที่ชะล่าใจ คิดว่าเมื่อได้รับยาแล้ว ความดันโลหิตเป็นปรกติแล้วก็หยุดยาได้เองเนื่องจากไม่มีอาการใดๆ แต่น่าเสียดายว่าคนไข้ประเภทนี้มาพบก็เมื่อเกิดอัมพาต/อัมพฤกษ์ มีเส้นเลือดแตกในสมองหรือเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย  ไตวายไปแล้ว


เมื่อหลายปีก่อน มีคนไข้เป็นผู้ชายอายุ ๕๐ ปีเศษ เป็นนักธุรกิจมาด้วยเรื่องอาการปวดศีรษะ และตรวจพบความดันโลหิตสูงถึง ๒๑๐/๑๒๐ มิลลิเมตรปรอท จากการตรวจร่างกายและตรวจเลือดต่างๆ ไม่พบสาเหตุของความดันโลหิตสูง นอกจากว่าเป็นคนที่มีความเครียด (เป็นความดันทุรังสูง ไม่ใช่ความดันโลหิตสูง) ตรวจดูอวัยวะอื่นๆก็ยังไม่มีผลเสียของความดันโลหิตสูงต่อหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจ การทำงานของไตหรือหลอดเลือดที่สมอง เมื่อให้ยาควบคุมความดันโลหิตและแนะนำเรื่องการออกกำลังและควบคุมน้ำหนักตัว หลังจากนั้นไม่นานความดันโลหิตของผู้ป่วยก็กลับลงมาเป็นปรกติอย่างรวดเร็วอีกประมาณ ๒ เดือนเศษความดันโลหิตอยู่ที่ ๑๓๐/๘๐ มิลลิเมตรปรอท คนไข้ก็ดูเชื่อฟังเรื่องการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอดีแต่ก็ขาดการติดต่อไป
……มาอีก ๕ ปี พบกันในโรงพยาบาลมีปัญหาเรื่องแขนขวาด้านซ้ายอ่อนแรง เอ็กซเรย์สมองพบมีเลือดออกในสมองทางด้านขวา เมื่อพอพูดคุยรู้เรื่อง…ได้ความว่าหลังจากที่พบกันครั้งสุดท้าย คนไข้ได้หยุดรับประทานยาเพราะนึกว่าความดันดีแล้ว ในระหว่าง ๕ ปีที่ผ่านไปนั้นไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะสาเหตุที่มีเส้นเลือดแตกในสมองของคนไข้รายนี้คงมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างแน่นอน!!
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนไข้อีกคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุ ๕๐ ปีเศษเช่นกัน มาด้วยอาการผิดปกติที่ว่าเหนื่อยและอึดอัดหน้าอกเวลาออกแรง พร้อมกับมีประวัติความดันโลหิตสูงซึ่งไม่ได้รับการรักษามาหลายปี คนไข้รายนี้ได้เข้ามาที่คลินิกพิเศษเรื่องความดันโลหิตสูง ได้พบทั้งแพทย์หัวใจและหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านโรคไตตรวจพบคลื่นหัวใจที่มีลักษณะของหัวใจโตเล็กน้อย  การทำงานของไตซึ่งตรวจจากเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีโปรตีน (บางคนเรียก “ไข่ขาว”) รั่วออกมาในปัสสาวะบ้างเล็กน้อย   เนื่องจากอาการเหนื่อยเวลาออกแรงนั้นอาจจะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ทั้งหมอหัวใจและหมอไตจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะส่งผู้ป่วยดังกล่าวไปตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็พบว่าหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจปกติทั้งหมด แต่ที่ผิดปกติกลับเป็นที่หลอดเลือดที่เลี้ยงไตด้านขวามีรอยตีบแคบมาก
คนไข้คนหลังนี้จึงได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดที่ไตพร้อมกับใส่ขดลวด ซึ่งทำให้ความดันของเขากลับลงมาเป็นปรกติจากที่เคยตรวจวัดได้ ๒๑๐/๑๑๐ มิลลิเมตรปรอท  สามเดือนให้หลังความดันลดลงมาเหลือเพียง ๑๓๐/๘๐ มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น และอาการเหนื่อยเวลาออกแรงก็หายไปเช่นกัน
ดังนั้น ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงหรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอย่าประมาทนะครับ!!  พยายามพบแพทย์และตรวจวัดความดันเป็นระยะๆ ไว้
สรุป….. ใครก็ตามที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ในเบื้องต้นควรพยายามตรวจหาสาเหตุให้ได้ ถ้าโชคดีก็จะรักษาที่สาเหตุให้หายขาดได้  และที่สำคัญคือ การดูแลรักษาตัวเอง  รับประทานยาสม่ำเสมอ (อย่าปรับลดหรือหยุดยาเอง!) และออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก  ไม่เช่นนั้นก็อาจจะมาพบหมอเมื่อสายเกินไป
ความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้ไม่ยาก  แต่ความดันทุรังนั้นรักษาให้หายได้ลำบาก….!!!!  ยากม้าก…. มาก…..

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความไม่เที่ยง...ดีหรือไม่ดี
Meditation & Medical Practice
Bacterial endocarditis
The heart needs TLC
The angry beats
การออกกำลังช่วยลดความเครียดได้อย่างไร?(blog)


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.