Skip to content

ร่วมกันรัก

October 27th, 2014

Webmaster

ร่วมกันรัก

ตั้งแต่เด็กๆ พวกเราถูกพร่ำสอนมาว่า “สามัคคี คือ พลัง” ในตอนนั้นถึงแม้จะรู้ว่า ความสามัคคีในหมู่คณะเป็นของดี แต่ก็ยังไม่เข้าใจมากมายอะไรจนกระทั่งเมื่อโต (แก่) ขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้นถึงเข้าใจว่า จริงๆ แล้วคำกล่าวนี้มีความหมายลึกซึ้งมากยิ่งนัก

ถ้าคนไทยหกสิบล้านคน ต่างคนต่าง  (แย่งกัน) รักชาติ  ต่างคนต่าง (แย่งกัน) รักพระมหากษัตริย์  คงทำให้ประเทศของเราล่มจมพินาศเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อต่างคนต่างได้รักมาก …..ก็จะยิ่งหวงมาก ….. คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของเสียคนเดียว  พยายามกีดกันไม่ให้คนอื่นเขามาร่วมกันรักของสิ่งเดียวกับเรา!!

ลองหลับตาวาดภาพนึกดูซิว่า ถ้านักการเมืองรวมทั้งรัฐมนตรี 400 กว่าท่าน (ผู้ทรงเกียรติ) ร่วมกันรักชาติ ร่วมกันรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และร่วมกันรักศาสนา ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้า และน่าอยู่เพียงใด พลังของคนเราที่ร่วมกันรัก ร่วมกันสามัคคีนั้นไม่ใช่ธรรมดาเหมือน 1 + 1 เป็น 2 แต่ถ้ามีใจร่วมกันสามัคคีกันแล้ว 1 + 1 จะกลายเป็น 4, 5, 6 หรือเป็น 10, 100 จากพลังที่ส่งเสริมกันอะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้

ในทางตรงกันข้ามที่เห็นๆ กันอยู่  เมื่อคนมีความรู้ทะเลาะกัน ทุกคนต่างคนต่างก็รักชาติ ไม่ยอมร่วมกันรัก (ต่างคนต่างรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) ไม่สามัคคี  คอยชิงดีชิงเด่นกัน  ผลก็ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน  คือ ไม่ใช่ 1 – 1 เป็น 0 แต่เป็น 1 – 1 กลายเป็น -10, -100 ถ่วงความเจริญของหมู่คณะอยู่เรื่อยไป

ตัวอย่าง เช่น หัวใจคนเราซึ่งมีอยู่ 4 ห้อง ทำหน้าที่สูบเลือดดำที่ใช้แล้วจากอวัยวะต่างๆ และ “สูบ” เลือดแดงจากปอดกลับสู่หัวใจ และฉีดเลือดไปที่ปอดเพื่อรับออกซิเจนพร้อมทั้ง “ฉีด” เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งถ้าหัวใจทั้ง 4 ห้องทำงานไม่ประสานกัน ไม่ร่วมกันสามัคคี ทำงานให้ดี  ห้องหัวใจที่ต้องทำหน้าที่สูบแต่กลับไปทำหน้าที่ฉีด หรือห้องหัวใจซึ่งต้องทำหน้าที่ฉีดเลือดออกจากหัวใจกลับทำหน้าที่สูบเลือดกลับแล้ว หัวใจก็จะไม่สามารถทำให้เลือดนั้นหมุนเวียนในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น คนที่มีหัวใจเต้นผิดปกติจากการลัดวงจรของการนำไฟฟ้าในหัวใจ จุดกำเนิดไฟฟ้าหลายจุดๆ ภายในหัวใจแย่งกันทำงาน ทำให้เดี๋ยวเต้นเร็ว เดี๋ยวเต้นช้า  หัวใจฉีดเลือดออกไปได้ไม่ดีพอ   ผล คือ ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจลดลง        ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเช่นนี้  จะใจเต้น ใจสั่น พร้อมกับมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม  บางครั้งหมดสติร่วมได้จากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง

เคยมีผู้ป่วยอายุประมาณ 60 ปีเศษ มาด้วยเรื่อง ความดันโลหิตผิดปกติ คือ แกว่งมาก บางครั้งความดันตัวบนสูงถึง 180 – 190 มิลลิเมตรปรอท   บางครั้งลดลงเหลือ 70 – 80 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น และทุกครั้งที่ความดันลดต่ำลง จะมีอาการมึนศีรษะ วิงเวียน บางครั้งปวดที่ต้นคอ   หลายหมอได้พยายามปรับยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการมึนและเวียนศีรษะอยู่บ่อยๆ (ผู้ป่วยรายนี้มีเครื่องวัดความดันโลหิตเองที่บ้าน ซึ่งก็พบว่า ความดันเดี๋ยวสูง เดี๋ยวต่ำ) ท้ายที่สุดได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยได้ทำตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่สามารถควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้

…..หลังจากได้ทำการตรวจร่างกาย ซึ่งไม่พบความผิดปกติอะไร นอกจากความดันโลหิตที่วัดได้ คือ ความดันตัวบน 140 และตัวล่าง 90 มิลลิเมตรปรอทในท่านอน และความดันเปลี่ยนเป็น 132 / 80 มิลลิเมตรปรอทหลังจากลุกขึ้นยืนประมาณ 1 นาที ชีพจรเต้น 70 – 80 ครั้ง/นาทีสม่ำเสมอดีทั้งสองท่า

ครั้งแรก ผมได้ลดยาควบคุมความดันโลหิตลง  ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตค่อยๆ สูงขึ้นจนบางครั้งวัดได้ประมาณ 160 มิลลิเมตรปรอท จึงจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตกลับไปอีก คราวนี้ผู้ป่วยเกิดมีอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดต้นคอประมาณ 2 – 3 วัน/ครั้ง   เมื่อวัดความดันโลหิตในขณะที่มีอาการ พบว่า ความดันตัวบนวัดได้ประมาณ 80 – 60 มิลลิเมตรปรอท บางครั้งมีอาการมากจนลุกขึ้นยืนไม่ได้ต้องมาโรงพยาบาล แต่กว่าที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาลอาการก็ดีขึ้น และวัดความดันโลหิตตัวบนได้ 100 เศษๆ มิลลิเมตรปรอท โดยมีหัวใจเต้นปกติสม่ำเสมอดีประมาณ 70 ครั้ง/นาที

ถึงตอนนี้หมอก็ไม่มีทางเลือกทางอื่น นอกจากต้องให้ยาลดความดันโลหิตต่อไป  โดยลดปริมาณลงเล็กน้อย และแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำ  พร้อมให้กำลังใจผู้ป่วยว่า อาการวิงเวียนศีรษะ ความดันต่ำ (ในบางครั้ง) นั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เมื่อออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ผู้ป่วยกลับบ้านไปและทำตามคำแนะนำเป็นอย่างดี …แต่อาการไม่ดีขึ้น

อยู่ดีๆ (หรือไม่ดี!) วันหนึ่งเกิดมีอาการวิงเวียนศีรษะมากร่วมกับอาการเหนื่อยและใจสั่น จึงรีบมาโรงพยาบาล  คราวนี้มีอาการนานกว่าทุกครั้งเมื่อมาถึงโรงพยาบาล  วัดความดันโลหิตได้ 80 / 60 มิลลิเมตรปรอท   ชีพจรเต้นเร็วมาก 150 ครั้ง/นาทีสม่ำเสมอดี  เมื่อตรวจดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบว่า มีการลัดวงจรของการนำไฟฟ้าในห้องหัวใจห้องบนทำให้หัวใจเต้นเร็วมาก รวมทั้งการทำงานของห้องหัวใจส่วนบนและส่วนล่างไม่ประสานและสามัคคีกัน

ขณะที่ผู้ป่วยนอนหน้าซีด หน้าเหี่ยว หน้าแห้ง เพราะเวียนศีรษะอยู่บนเตียงนั้น หมอหัวใจใจร้ายก็อมยิ้มและหัวเราะด้วยความดีใจว่า ในที่สุดเราก็จับผู้ร้ายต้นตอของอาการผิดปกติในผู้ป่วยรายนี้ได้

จึงบอกผู้ป่วยไปว่า “ยินดีด้วยครับ” ครั้งนี้คงหายแน่!!!

ผู้ป่วยรายนี้ ได้รับคำแนะนำให้รักษาด้วยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุเพื่อไปตัดตัวนำไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการลัดวงจรของไฟฟ้าในหัวใจออก เมื่อได้รับการรักษาเป็นที่เรียบร้อย อาการผิดปกติทั้งหลายของผู้ป่วยรายนี้ก็หายไปโดยสิ้นเชิงหลังจากที่ได้รับการรักษาไปร่วมครึ่งปี  ผู้ป่วยแข็งแรงดี  ออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ และไม่ต้องรับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตแต่อย่างใด หัวใจทั้งสี่ห้องทำงานอย่างกลมเกลียวสามัคคีกัน

อย่าลืมนะครับ!!….. จะรักใคร….. รักอะไร.…. ก็ขอให้ร่วมกันรัก….. สามัคคีกัน…. มีอะไรไม่ดีก็ตัด (จี้) ทิ้งไปเสีย!!!….

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Avoiding the e word
สวนหัวใจ
ใจ กับ หิน
การออกกำลังกาย
ความสำคัญของการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ
ดื่มแอลกอฮอล(เว้นเบียร์)ทำให้เสี่ยงเกิดหัวใจรวนเร(...


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.