Skip to content

เรื่องที่หมอว่าดี

December 22nd, 2014

Webmaster

เรื่องที่หมอว่าดี

การรักษาโรคไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือโรคอะไรก็ตาม คนไข้ขอให้หมอแนะนำวิธีการรักษาที่ดีที่สุดเสมอ  จะมีอยู่หลายๆ ครั้งที่หมอว่าดีที่สุด กับที่คนไข้คาดหวังว่าดีที่สุดนั้นไม่ค่อยตรงกันเท่าไรนัก

เวลาหมอรักษาคนไข้คนหนึ่ง จะมีจุดมุ่งหมายของการรักษาอยู่ 3 ประการคือ

เป้าหมายประการแรก คือ รักษาให้คนไข้หายจากอาการ (อาการ คือ ความรู้สึกของคนไข้ที่รู้สึกไม่สบายหรือผิดออกไปจากความรู้สึกปกติ)  ผิดปกติ ไม่ว่าอาการนั้นจะเป็นอาการเจ็บ ปวด หรือใจเต้นหรือใจสั่น  เวียนศีรษะหน้ามืดเป็นลม แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ฯลฯ   คำว่า อาการนี้มักจะเข้าใจกันผิดจากสิ่งที่หมอตรวจพบ เช่น การตรวจเลือดพบระดับไขมันสูง  หรือการตรวจเอ็กซเรย์ พบว่า มีเงาของหัวใจโต ความผิดปกติที่ตรวจพบ (โดยบังเอิญ) นี้บางครั้งคนไข้จะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้

สรุปก็คือว่า อาการต้องเกิดจากการที่คนไข้มีความรู้สึกผิดปกติ  ถ้าหมอถามคนไข้ว่า มีอาการเป็นอย่างไร  แล้วคนไข้ไม่สามารถบอกได้ ไม่รู้ว่าจะอธิบายอาการอย่างไร  ต่อให้หมอเก่งยังไงก็ไม่รู้จะรักษาให้อาการคนไข้คนนั้นดีขึ้นได้อย่างไรหรอกครับ… เพราะเป้าหมายประการแรกในการรักษาคนไข้ของหมอทุกๆ คน คือ  ทำให้อาการผิดปกติของคนไข้หายไป (ถ้าไม่มีก็ไม่หาย!!)

เป้าหมายประการที่สอง คือ เมื่อหมอรักษาให้คนไข้หายจากอาการเจ็บปวดหรือทรมานได้แล้ว ต้องพยายามหาทางป้องกันไม่ให้คนไข้ กลับมาเจ็บป่วยด้วยเรื่องเดิมอีก  (หรือการหาทางป้องกันไม่ให้คนปกติมีโรคเกิดขึ้นด้วยการป้องกัน เช่น การควบคุมน้ำหนักหรือออกกำลังกายจะได้ประโยชน์ยิ่งกว่า)

การทำให้เกิดความสำเร็จในเป้าหมายประการที่สองนี้ยาก เนื่องจากคนไข้มักจะไม่ค่อยมีอาการแล้ว เช่น  การตรวจพบว่า มีระดับไขมันในเลือดสูงแต่คนไข้ยังไม่อาการ การที่พยายามแนะนำให้คนไข้ควบคุมอาหาร  ลดน้ำหนักตัว  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  รับประทานยาซึ่ง (อาจมีผลข้างเคียงหรืออาการข้างเคียงได้ด้วย)  จะทำได้ลำบากมากเพราะคนไข้จะไม่รู้สึกถึงผลดีของคำแนะนำที่หมอให้ (เรียกว่าไม่เห็นโลงก็ไม่หลั่งน้ำตา)  แต่หมอที่ดีก็ควรจะพยายามพูด  ชักชวน  บังคับ และขู่เข็นให้คนไข้ป้องกันรักษาตัวเองให้ได้

ส่วนเป้าหมายประการสุดท้าย  คือ  การที่รักษาให้คนไข้ไม่เสียชีวิตจากโรคที่เป็น พูดง่ายๆ คือ ทำให้คนไข้ไม่อายุสั้นลงจากโรคที่เขาเป็น (ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการ) ยกตัวอย่างเช่น  คนไข้มาหาหมอด้วยเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งปกติครึ่งหนึ่งมักจะเสียชีวิตอย่างกระทันหันที่บ้าน แต่อีกครึ่งหนึ่งที่มาถึงโรงพยาบาลนั้นก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงอยู่ถึง 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5  แพทย์ก็ต้องจะพยายามให้ยารักษาเพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้เหล่านี้เสียชีวิตจากโรคนี้ให้ได้

ในสมัยปัจจุบันนี้การรักษาโรคหนึ่งๆ มียาที่ใช้แล้วได้ประโยชน์มากมายหลายชนิด  ยาบางอย่างทำให้อาการดีขึ้น  ยาบางอย่างป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคซ้ำได้อีก และมียาบางอย่างป้องกันหรือลดโอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคนั้นๆ ได้   ดังนั้นคนไข้หนึ่งคนจึงต้องรับประทานยาอยู่หลายๆ ชนิด บางคนรับประทานเป็นสิบๆ เม็ดต่อวัน  ซึ่งคนไข้ควรจะต้องรับประทานไปจนตลอดชีวิต (เมื่อตายไปแล้วก็คงไม่ต้องให้ยารักษาป้องกันการเสียชีวิตอีก)

คนไข้หลายๆ คนไม่ชอบกินยามากๆ (ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาการ) เช่น  คนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เมื่อได้รับการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือดไปแล้ว  อาการก็จะหายไปแต่ยังต้องได้ยาอีกหลายขนาน เช่น ยาลดระดับไขมันในเลือด  ยาป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือดอีกหนึ่งหรือสองชนิด  ยิ่งถ้ามีโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานอยู่ด้วยแล้วก็จะได้ยาควบคุมความดันโลหิตอีก 1 ชนิด   ยาควบคุมเบาหวานอีก 1- 2 ชนิด

ผมเคยมีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุ 70 ปีเศษ  มีโรคประจำตัว คือ เบาหวานและความดันโลหิตสูงมากว่า 20 ปี มาพบผมในครั้งแรกด้วยอาการสำคัญ คือ ออกกำลังกายได้น้อยลงที่เคยเดินได้ 3 – 4 กิโลเมตร / วัน   ในช่วงหลังๆ เดินได้เพียง 200 – 300 เมตร ก็มีอาการเหนื่อย  หายใจอึดอัดไม่ทั่วท้องและใน 3 – 4 อาทิตย์ก่อนที่จะพบกัน  เริ่มมีอาการเพิ่มขึ้น คือ ในตอนกลางดึกจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการอึดอัด แน่นหน้าอก  หายใจไม่ออก ต้องนั่งอยู่สักพักหนึ่ง

ตรวจร่างกายในครั้งนั้น  นอกจากพบความดันโลหิตซึ่งสูงและหัวใจโตเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นๆ  การตรวจวินิจฉัยในขั้นต้นจึงคิดว่าคนไข้คนนี้เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายประการ ทั้งเป็นผู้ชายสูงอายุที่มีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง บวกกับอาการซึ่งเป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างมาก

จึงได้ทำการเอ็กซเรย์ ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจซึ่งก็พบ หลอดเลือดหัวใจตีบไปหมดทุกเส้น แต่ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งที่ตีบอย่างสำคัญ (มากกว่าครึ่งหนึ่ง)  แต่กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยคนนี้อ่อนแรงลงและห้องหัวใจขยายตัวออกมากกว่าปกติ  ทำให้การบีบตัว สูบฉีดเลือดเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์

สรุปได้ว่า  อาการผิดปกติของคนไข้คนนี้เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอาหารเป็นเวลานาน และเนื่องจากหลอดเลือดหัวใจนี้ไม่มีจุดที่ตีบมากๆ  การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหรือการผ่าตัดจึงไม่น่าจะได้ประโยชน์  จึงรักษาด้วยการให้ยารักษาอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและการป้องกันหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ร่วมกับยาควบคุมความดันและเบาหวานไป

เมื่อให้การรักษาเบื้องต้นไปตามนั้น อาการต่างๆ ของคนไข้ดีขึ้นเป็นอันมาก สามารถออกกำลังกายได้เกือบเป็นปกติ  หลังจากนั้นอีก 3 – 4 เดือน คนไข้คนนี้ไม่ค่อยชอบรับประทานยาเท่าไรนัก จึงลดยาบางอย่างลงเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ซึ่งผลก็คือ ต้องกลับเข้ามาในโรงพยาบาลใหม่เพราะมีภาวะหัวใจล้มเหลว คราวนี้หนักยิ่งกว่าเดิมเนื่องจากว่าขณะที่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้มีความดันลดต่ำลง  การทำงานของไตเสื่อม (เพราะความดันตก) เมื่อหายดีขึ้นแล้วกลับบ้านไปจึงต้องมียาในการรักษาโรคไตเพิ่มขึ้นอีก!!

หลังจากดีขึ้น…คนไข้ยังต่อรองที่จะขอลดจำนวนยาลงอีก!!  ผมจึงได้ส่งเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาอีกวิธีเดียวที่พอจะทำให้สามารถลดยาลงได้บ้าง เพราะคนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหัวใจอื่นๆ  โดยเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวานและมีไขมันในเลือดสูง ที่เข้าโปรแกรมนี้จะได้รับการแนะนำการออกกำลังกายที่ถูกวิธีร่วมกับการควบคุมอาหาร (โดยไม่ต้องหิวมาก) ทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาล  ไขมัน และความดันโลหิตได้ง่ายขึ้น จึงอาจจะใช้ยาน้อยลงได้  เมื่อผู้ป่วยคนนี้กลับมาหาผมอีกครั้งหนึ่งแล้วจะเล่าผลให้ฟังกันอีกนะครับ…

อย่างไรก็ตามใครที่อยากจะรับประทานยาน้อยๆ  ก็ขอให้ออกกำลังกายกันมากๆ  อย่างสม่ำเสมอและที่สำคัญต้องทำให้ถูกวิธีด้วย….

นิธิ  มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใจหาย
Pulmonary blood pressure
Integrative Cancer Thearpy
The evil smoke
อาหารที่ช่วยลดความดัน(blog)
Do You Remember?


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.