Skip to content

ตายเฉียบพลัน

January 5th, 2015

Webmaster

ตายเฉียบพลัน

ถึงแม้ว่าการเกิด การแก่  การเจ็บไข้ได้ป่วยและการตาย จะเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นต้นเหตุของการเกิดทุกข์ แต่ถ้าการตายเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่รู้ตัวล่วงหน้า “ทุกข์” ที่เกิดขึ้น (กับคนที่ยังไม่ตาย) คงหนักหนากว่า “ธรรมดา” ส่วนทุกข์ที่เกิดกับคนที่ได้ตายไปจะมากน้อยแค่ไหนคงไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัว
การเสียชีวิตอย่างกระทันหันไม่คาดคิด ถ้าเกิดจากอุบัติเหตุ ก็เรียกว่า”ตายโหง” ถ้าเกิดจากโรคก็เรียกว่า “ตายเฉียบพลัน”
การตายเฉียบพลัน นี้ในทางการแพทย์แล้ว ส่วนมากเกิดจากโรคหัวใจแทบทั้งสิ้น โรคอื่นๆ เช่น โรคทางสมอง การตายก็มักไม่รวดเร็วเท่ากับจากโรคหัวใจ ในสมัยก่อนที่เรียกกันว่าเป็นลมตายนั้น สันนิษฐานกันว่าคงเกิดจากโรคหัวใจแทบทั้งสิ้น


ดังนั้นคนที่มีญาติ ๆ “เป็นลม” ตายในอดีตนั้นจึงควรทราบไว้ด้วยว่า ญาติของท่านนั้น น่าที่จะตายจากโรคหัวใจ ซึ่งถ้าญาติที่เป็นลมตายนั้น เป็นญาติ “สายตรง” ที่ใกล้ชิด เช่นพ่อ แม่ พี่หรือน้อง ก็จะทำให้ท่านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และอาจจะตายแบบเฉียบพลันจากโรคหัวใจเหมือนกันก็ได้
แต่….แค่ไหนถึงจะเรียกว่า”เฉียบพลัน”
คนที่เป็นโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่ชัดเจน คนที่เสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจ กว่าครึ่งหนึ่งมาไม่ถึงโรงพยาบาล ดังนั้นเราจึงไม่เคยทราบว่าในคนเหล่านี้ จริงๆ แล้ว เขามีอาการ หรือมีอะไรเตือนเขาล่วงหน้าอยู่นานเท่าไหร่ ก่อนที่เขาจะตาย
และคงจะดีถ้าเรารู้ว่า ก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น เขามีอาการอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ทรมานหรือเปล่า มีคนไข้หลายๆคน ดีใจว่า เป็นโรคหัวใจเพราะเขาอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างกระทันหัน จะได้ไม่ต้องทรมานมาก
แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ คนที่ตายไปแล้วแบบนี้ไม่เคยมีใครกลับมาบอกได้สักคนว่าทรมานหรือสบายแค่ไหนในช่วง “ขณะ” ก่อนตาย  จึงยังทำให้หลายๆ คนยังคงกลัว “การตาย” เพราะพวกเรา (ที่ยังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้) ไม่มีใครมีประสบการณ์ (ที่จะมาเล่าได้)   คงไม่มีใครจำได้จากชาติก่อนๆ ได้ว่าขณะตายรู้สึกอย่างไร (แต่ก็มีบางคนที่ไม่กลัว “ความตาย” เพราะได้ศึกษาและเห็น “ความตาย” ด้วยปัญญา!)
ได้มีความพยายามศึกษาทางการแพทย์ ในผู้ที่เสียชีวิตแบบเฉียบพลัน โดยให้แพทย์และทีมกู้ชีวิตผู้มีหัวใจหยุดเต้นกระทันหันนอกโรงพยาบาลสอบถามผู้ที่อยู่กับผู้ที่หัวใจหยุดเต้น จำนวน 400 กว่าราย ถึงอาการและความรู้สึกของผู้ที่ตายไปก่อนหน้าทีมกู้ชีวิตจะไปถึง
ในการศึกษาพบว่า การตายแบบเฉียบพลันนั้น ร้อยละ 72 เกิดขึ้นในบ้านและมีถึงร้อยละ 67 ที่มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ สามารถสอบถามข้อมูลและอาการของคนที่ “ตาย”  ไปเหล่านั้นได้ ว่าก่อนหน้าที่จะตายไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา พบว่า มีหนึ่งในสี่ของผู้ที่เสียชีวิตกระทันหันนั้นไม่มีอาการ (หรือไม่ทันได้บอกใครว่ามีอาการ!) เตือนก่อนตาย ในขณะที่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 20 จะมีอาการ แน่นหน้าอก, เหนื่อย, หายใจลำบาก, คลื่นไส้อาเจียน, เวียนศีรษะ หรือหน้ามืดเป็นลม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการร่วมกัน โดยที่อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นก่อนตายประมาณ 10 ถึง 120 นาที ขึ้นอยู่กับว่าทำบุญมามากหรือน้อย และถ้าทำดีก็อาการไม่นาน ถ้าทำไม่ดีก็อาการจะนานหน่อย (อันนี้ผมเติมเองนะครับ ในการวิจัยเขาไม่ได้บอกไว้)
ที่แน่ๆ คือมากกว่าร้อยละ 90 มีอาการนานมากกว่า 5 นาที ในคนที่โชคดี ( หรือมองอีกมุมหนึ่งก็คือโชคร้ายคือยังใช้กรรมไม่หมดทีดียว) ที่ทีมกู้ชีวิตอุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้ได้ นำไปส่งที่โรงพยาบาลได้ และในพวกที่ยังใช้กรรมไม่หมดเลยทีเดียวนี้  มีเพียงร้อยละ 4 (ถึงร้อยละ 23 ของคนที่มาถึงโรงพยาบาล) เท่านั้นที่จะมีชีวิตรอดออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านไปได้
จะเห็นได้ว่า  “การตาย” ถึงแม้ว่าจะเป็นการตายแบบเฉียบพลัน ก็ไม่ได้ง่ายแบบที่คิด ทุกข์ (ทรมาน) ก็คงมีพอสมควร  แต่การศึกษานี้ไม่ได้ศึกษาเรื่อง “ความตาย” (ซึ่งทางวิทยาศาสตร์คงศึกษาได้ยาก แต่มีให้หาอ่านได้จากคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) คนส่วนใหญ่จึงยังกลัว “ความตาย” กลัวเพราะความไม่รู้ เนื่องจากคนเราไม่รู้จึงกลัว ส่วนใหญ่กลัวเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ค่อยมีใครกลัวเรื่องที่เกิดไปแล้ว (จะมีก็แต่กลัวเรื่องที่เคยเกิดไปแล้วจะเกิดขึ้นมาอีก!)
หลายๆ เรื่องที่เรากลัวไปล่วงหน้า ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยเกิดขึ้น (เราจึงกลัวไปฟรีๆ) วิธีแก้ความกลัว เช่นเวลาต้องไปพูดหน้าห้องหรือในที่สาธารณะคือเตรียมตัวให้ดี ศึกษาเรื่องที่จะต้องพูดให้พร้อมก็จะไม่กลัว แต่แปลกที่เรื่องของความตายที่ทุกคนจะต้องเจอแน่ๆ (ไม่มีทางได้กลัวเรื่องความตายฟรีๆ แน่) แต่กลับไม่ค่อยมีใครเตรียมตัว หรือศึกษาเรื่องความตายให้พร้อม


ผม(เคย) มีคนไข้คนหนึ่งอายุ  60 ปี เศษๆ เป็นผู้ชาย มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้วเคยมีหลอดเลือดหัวใจอุดตันเมื่อตอนอายุประมาณ 50 ปี ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ที่บ้าน ขณะหลับอยู่มีอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลันกลางดึก พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้และเหงื่อออกทั้งตัว เขามีอาการอยู่เกือบสามชั่วโมงจึงปลุกภรรยา เพื่อให้พาไปส่งที่โรงพยาบาล ซึ่งโชคดีที่เป็นกลางดึกรถไม่ติดมาก เขามาถึงโรงพยาบาลภายในครึ่งชั่วโมง ทันทีที่เขาถึงห้องฉุกเฉิน เขาก็เกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า (เขายังเจ็บแน่นอยู่ที่หน้าอกตลอดเวลา) แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปทันที
เขาได้รับการช่วยชีวิตด้วยการช๊อคด้วยไฟฟ้าแล้วถูกส่งไปที่ห้องสวนหัวใจเพื่อทำการขยายหลอดเลือดหัวใจทันที ถึงแม้การขยายหลอดเลือดจะเป็นผลสำเร็จดี ไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่กล้ามเนื้อหัวใจเขาก็ตายไปค่อนข้างมาก เนื่องจากที่เขาทนเจ็บแน่นหน้าอกอยู่ที่บ้านเป็นเวลานานเกินไป
เมื่อตอนออกจากโรงพยาบาล กล้ามเนื้อหัวใจของเขาจึงเหลือทำงานอยู่เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งคนไข้ลักษณะนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเฉียบพลันเพราะหัวใจเต้นผิดปกติได้อีก ต่อมาเขาได้จึงได้รับการฝังเครื่องช๊อคหัวใจอัตโนมัติ เครื่องที่ว่านี้เป็นเครื่องลักษณะเป็นกล่องเล็กๆ ประมาณขนาดเล็กกว่าโทรศัพท์มือถือ จะฝังไว้ใต้ผิวหนัง และมีสายต่อไปที่หัวใจ
เครื่องนี้จะทำการอ่านและบันทึกการเต้นของหัวใจอย่างแม่นยำ เมื่อใครเกิดมีหัวใจหยุดเต้นกระทันหันเครื่องก็จะทำการช๊อคด้วยไฟฟ้าเบาๆ ทำให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติได้
ที่เราต้องใช้เครื่องลักษณะนี้เพราะเราทราบว่าในคนไข้ที่มีหัวใจหยุดเต้นนั้น ถ้าได้รับการช๊อคด้วยไฟฟ้าเร็วเท่าไหร่หัวใจก็มีโอกาสกลับมาเต้นเป็นปกติได้มากเท่านั้น
ในคนไข้ที่ใส่เครื่องนี้ จะพบได้ว่ามีหัวใจหยุดเต้น ได้หลายๆ หน ซึ่งถ้าไม่มีเครื่องนี้อยู่ ส่วนมากแล้วโอกาสรอดชีวิต (หรือเรียกว่ากลับมามีชีวิต)  นั้นน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
คนไข้คนนี้ใส่เครื่องอยู่  6-7 ปี มีหัวใจหยุดเต้นไปหลายครั้ง ซึ่งจะเรียกว่าตายไปแล้วหลายครั้งก็ได้ แต่คงเป็นช่วงที่หัวใจหยุดเต้นนั้นสั้นเกินไป เขาไม่เคยรู้ว่าช่วงที่หัวใจหยุดเต้น (ตาย) ไปนั้นเขาได้ไปเที่ยวไหน ไปทำอะไรมาบ้าง จำได้แต่เพียงว่ารู้สึกสะดุ้งเล็กน้อย เวลาเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาช๊อคให้หัวใจกลับมาเต้นใหม่
เขาเคยขอให้ตั้งเครื่องให้ทำงานช้าๆ หน่อย รอให้หัวใจหยุดนานๆ เขาอยากไปดูทั้งในนรกและสวรรค์ เพื่อให้แน่ใจว่า เพื่อนๆ ของเขาที่บางคนตายไปก่อนหน้านี้ไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะเขากลัวเหงา ไม่มีเพื่อนเวลาตาย เขาบอกว่า ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่ที่เขารู้สึกอยู่ในนรก เขาจะได้เลิกทำดี เลิกทำบุญ เพราะถ้าไปสวรรค์ แล้วไม่เพื่อนเขาจะเหงา  เขาว่าไปสวรรค์อิ่มทิพย์ กินก็ไม่ต้องกิน (เขารักการกินขาหมู-ไข่เจียวมาก)  ถ้าไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรทำ จะต้องเหงามาก
คนไข้คนนี้ จากโลกมนุษย์ไปแล้วครับ ไม่รู้ว่าได้ไปสวรรค์หรือนรก เพราะกลับมาบอกไม่ได้อยู่ดี แต่ที่แน่ๆ คือระหว่างช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ ดูจะไม่ค่อยกลัว “ความตาย” เท่าไหร่……

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขดลวดเคลือบยา
ยาลดไขมัน (ตอน 2)
นอก(หัว)ใจ
ผู้ที่ดื่มกาแฟประจำมีโอกาสเสียชีวิตลดน้อยลง(blog)
Blood clot in the lung (pulmonary embolism)
The end of the heart


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.