Skip to content

ยาอมใต้ลิ้น

February 23rd, 2015

Webmaster

ยาอมใต้ลิ้น

คนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกือบทุกคนคงคุ้นเคยกับยาอมใต้ลิ้นดี

ยาตัวนี้เป็นยาขยายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ………ขยายเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (แต่ไม่ได้ทำให้ยาวขึ้นด้วยนะครับ!!!)  ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ยานี้ใช้รักษาอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก (คนไทยมักจะรู้สึกว่าเหนื่อย หายใจอึดอัด)  เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ  ตัวยานี้จะทำให้หลอดเลือดที่เดิมมีขนาดเท่าหลอดกาแฟ  ขยายใหญ่ขึ้นเป็นสายยางรดน้ำต้นไม้ …..แค่เปรียบเทียบครับ เพราะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจจะมีขนาดประมาณ 2 – 4 มิลลิเมตรเท่านั้น

ยาอมใต้ลิ้นนี้ จะทำให้หลอดเลือดที่หัวใจทั้งส่วนที่ตีบและส่วนที่ปกติ ขยายใหญ่ขึ้น ……จริงๆ แล้วหลอดเลือดส่วนที่ปกติ จะขยายออกมากกว่าส่วนที่มีรอยโรคคราบไขมันหินปูน (Atherosclerotic plaque) พอกอยู่เสียอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อหลอดเลือดขยายโตขึ้น ปริมาณเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  อาการต่างๆ ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดก็จะดีขึ้น

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมีได้หลายแบบ บางคนรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับหรือรัดหน้าอก (มีผู้หญิงบางคนบอกว่าเหมือนกับเสื้อยกทรงคับผิดขนาด!!!)  บางคนอาจมีอาการปวดร้าวไปตามท้องแขนหรือไหล่ซ้าย บางครั้งก็ทั้งสองข้าง  บางคนร้าวไปที่กราม  คางหรือต้นคอ  บางคนรู้สึกเจ็บตื้อๆ ที่ลิ้นปี่  คล้ายกับคนเป็นโรคกระเพาะ

คนไข้บางคนขณะที่มีอาการต่างๆ ที่ว่าแล้ว อาจจะมีอาการเหงื่อออกมาก  ใจสั่น หรือหน้ามืดเป็นลมร่วมด้วย  อาการเหล่านี้ถ้าหลอดเลือดไม่ได้ถูกอุดตันอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดหรือตีบเฉียบพลันรุนแรง  คนไข้มักจะมีอาการเวลาที่ออกแรงทำงานหนัก หรือออกกำลังกายมากกว่าปกติ  รวมทั้งในภาวะต่างๆ ที่หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น  เช่น  เวลามีอารมณ์โกรธ  ตื่นเต้น  ตกใจหรือหวาดกลัว หรือหลังการรับประทานอาหารมากๆ

อาการเหล่านี้เมื่อคนไข้ได้พัก  หัวใจได้ทำงานเบาลง (คือ เต้นช้าลง  ความดันโลหิตต่ำลง)  อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ ทุเลาลง  เนื่องจากขณะพัก  หัวใจเต้นช้าๆ เบาๆ  ความดันโลหิตปกตินั้นหัวใจไม่ต้องการเลือดไปเลี้ยงมากเท่าไหร่  ถึงแม้หลอดเลือดที่นำเลือดมาเลี้ยงจะตีบแคบลงบ้าง  เลือดปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ยังคงพอเพียงต่อการทำงานเบาๆ ของหัวใจ

เรื่องนี้เปรียบเหมือนกับเครื่องยนต์รถที่ติดเครื่องไว้เฉยๆ ไม่ได้เหยียบคันเร่งน้ำมัน ถึงแม้ท่อส่งน้ำมันจะมีตะกอนอุดอยู่ ทำให้ท่อนำน้ำมันมาส่งเครื่องยนต์ปริมาณลดลง  เครื่องยังอาจเดินได้เป็นปกติ  แต่ถ้าเราเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งรอบเครื่องยนต์ ก็จะพบว่าเครื่องยนต์เดินสะดุด  เสียงไม่ปกติ  เมื่อเราผ่อนคันเร่งลงเครื่องก็กลับมาเดินเป็นปกติได้

ยาสำหรับที่อมใต้ลิ้นนี้ เป็นยากลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มไนเตรท” รูปแบบของยากลุ่มนี้มีหลายลักษณะ

ยาอมใต้ลิ้น  ลักษณะแบบนี้ยาถูกออกแบบมาให้ถูกดูดซึมผ่านทางหลอดเลือดแดงฝอยๆ ภายในเยื่อบุช่องปาก  เข้าไปในกระแสเลือดโดยตรง  ไปออกฤทธิ์ที่หัวใจได้เร็วภายใน 3 – 5 นาที  แต่จะออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง

ยาพ่นใต้ลิ้น  แบบนี้จะคล้ายๆ กับแบบแรก แต่ยาจะออกฤทธิ์เร็วกว่า คือ ออกฤทธิ์ภายใน 1 – 2 นาที และอยู่ในร่างกายแค่ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง

ในบางครั้งที่คนไข้มีอาการมาก อาจจะต้องใช้ยามากกว่า 1 เม็ด หรือพ่นยามากกว่า 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากแค่ไหน และหลอดเลือดหัวใจตีบมากหรือน้อย บางครั้งอาจจะต้องใช้ซ้ำๆ กัน ทั้งนี้เนื่องจากหัวใจยังทำงานมากอยู่หรือหลอดเลือดหัวใจยังตีบอยู่   ขยายออกได้ไม่เพียงพอที่จะเพิ่มปริมาณเลือดให้ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามต้องการ

นอกจากยาทั้งสองรูปแบบนี้แล้ว ยากลุ่มไนเตรทนี้ ยังมีมาในรูปแบบอื่นๆ อีก  คือ

ยาเม็ดรับประทาน ลักษณะนี้ยาจะออกฤทธิ์ช้าเพราะจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้  บางส่วนถูกสลายในตับ  กว่ายาจะออกฤทธิ์จะใช้เวลา 30 – 40 นาที และจะออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายประมาณ    4 – 6 ชั่วโมง
ยาลักษณะครีมเจล  ใช้ทาที่ผิวหนังหรือเป็นรูปแบบแผ่นปิดที่ผิวหนัง (บริเวณใดก็ได้ไม่ต้องกลางหน้าอก) ยาจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังไม่ถูกสลายที่ตับ  ยาจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ใช้เวลา 20 – 30 นาที กว่าจะได้ผล และจะค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังอยู่ในร่างกายประมาณ 10 – 12 ชั่วโมง

วิธีใช้ยาอมหรือยาพ่นใต้ลิ้น โดยเฉพาะเวลาใช้ครั้งแรกๆ คนไข้ควรจะนั่งพัก ที่ๆ มีที่พิงหลัง แล้วจึงอมยาหรือพ่นยาไปใต้ลิ้น โดยไม่ต้องเคี้ยว  ดื่มน้ำตามหรือกลืนยาลงไป ปล่อยให้ยาค่อยๆ ถูกดูดซึมผ่านหลอดเลือดในช่องปาก

ยาเหล่านี้มีความไวต่อแสงและความร้อนมาก  จึงควรเก็บยาไว้ในขวดสีชาหรือทึบแสง สำหรับคนไข้ ผมแนะนำว่าให้เก็บไว้หลายๆ ที่ในบ้านและที่ทำงาน  พร้อมทั้งพกติดตัวไว้เสมอเพื่อการหยิบใช้ได้สะดวก

ยานี้ถ้าไม่ได้ใช้ภายใน 4 – 6 เดือน ก็ควรจะทิ้งไปเพราะยาหมดอายุได้เร็ว โดยเฉพาะถ้าเมื่ออมยาที่ใต้ลิ้นแล้วไม่รู้สึกซ่าๆ หรือมีรสเผ็ดๆ แสดงว่ายาหมดอายุแล้ว (ถ้าใครใช้เวลาเจ็บหน้าอกมากๆ  คงหมดอายุตามยาไปด้วยแน่!!)

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย  คือ อาการปวดศีรษะ ซึ่งมักจะค่อยๆ หายไปได้เองถ้าใช้บ่อยๆ  ทั้งนี้เนื่องจากยานี้จะขยายหลอดเลือดในสมองด้วย  บางคนอาจมีอาการร้อนวูบวาบตามตัวเนื่องจากหลอดเลือดทั้งตัวถูกขยายไปด้วยเหมือนกับหลอดเลือดที่หัวใจ  บางคนมีอาการใจเต้นเร็วและแรง  บางคนอาจมีอาการหน้ามืดตาลาย เป็นลมหมดสติ เนื่องจากความดันลดต่ำลงเพราะหลอดเลือดทั่วตัว ทั้งหลอดเลือดดำและแดงขยายตัวออกมาก  ทำให้เลือดกลับไปหัวใจลดลงเพราะมีเลือดไปคลั่งตามอวัยวะต่างๆ

เคยมีคนไข้คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ไปหาหมอเพราะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงทุกๆ ครั้งที่ร่วมเพศกับสามี อาย 60 ปีกว่าๆ …
ทั้งๆ ที่เธอก็มีความสุขดีทุกครั้ง  แต่ก็ไม่วายปวดศีรษะรุนแรงมาก  หมอตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด ทั้งเอ็กซเรย์สมองก็ไม่พบอะไรผิดปกติ  สงสัยว่าเธอจะตื่นเต้นจนความดันโลหิตขึ้นสูงมาก  แต่เมื่อเธอได้พบแพทย์ขณะที่ยังปวดศีรษะอยู่ ได้รับการวัดความดันโลหิตก็ไม่พบว่า ความดันสูง กับค่อนไปในทางต่ำ คือ 110 / 70 มิลลิเมตรปรอท

หมอสังเกตเห็นเธอหน้าแดง ผิดปกติและมีหัวใจเต้นค่อนข้างเร็ว จึงถามเธอว่า รับประทานยาอะไรประจำหรือไม่?
…..ก็ไม่ปรากฏว่า เธอมียาอะไรรับประทานประจำ แต่เธอบอกว่าแปลกเหมือนกันเพราะทุกๆ ครั้งในระยะหลังๆ นี้ หลังจากร่วมเพศกับสามีเธอ  เธอจะรู้สึกร้อนๆ ที่หน้าท้อง และมีของเหลวใสๆ เหมือนเจลลี่อยู่รอบๆ สะดือเธอ!!   ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน….

พอดีสามีเธอ ที่เป็นโรคหัวใจมาด้วยกัน ได้ยินเข้าจึงบอกว่า สงสัยเจลที่เธอว่านั้นจะเป็นยาขยายหลอดเลือดสำหรับอาการเจ็บแน่นหน้าอกแบบครีมเจลที่เขาใช้ทาประจำบริเวณหน้าท้องน้อยทุกครั้งก่อนร่วมเพศ

หมอสงสัย    “อาการเจ็บหน้าอกเป็นมากขนาดนั้นเชียวหรือครับ?”
สามี        “เปล่าครับ”
หมอ        “แล้วทำไมต้องทากันไว้ทุกครั้งด้วย?  ….. ความจริงแล้วทาที่ต้นแขนหรือที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้อง
หน้าท้อง …….จะได้ไม่เลอะ!!”
สามีกระซิบ    “จริงๆ อาการเจ็บแน่นหน้าอก ผมก็ไม่มีมากหรอกครับ….. แต่ผมสังเกตเองว่า ถ้าผมทาเจลขยายเส้น
เลือดแดงๆ นั้นแล้วทุกครั้ง อวัยวะเพศผมจะแข็งตัวดีมากๆ เลยครับ!!”

พอทราบอย่างนั้นหมอถึงรู้ว่าทำไมภรรยาถึงปวดศีรษะทุกหน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะยาขยายหลอดเลือดที่ว่า ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศของสามีดีมาก  แต่เวลาร่วมเพศกันยานั้นไปติดเปื้อนที่ท้องภรรยา…… ภรรยาได้รับยาด้วย… แล้วเกิดอาการข้างเคียงทำให้ปวดศีรษะ
สามีบ่นต่อ    “แหม…. ความจริงหมอน่าจะบอกผมตั้งนานแล้วว่า ยานี้ได้ประโยชน์หลายอย่าง ผมจะได้ใช้บ่อยๆ !!”
โถ…. ก็พระท่านสอนไว้ว่า
อะไรที่ไม่เป็นจริงและไม่เป็นประโยชน์ต่อคนฟัง……. ไม่ควรพูด
อะไรที่เป็นจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์กับคนฟัง…….. ก็ไม่ควรพูด
ผมไม่รู้นี่ครับว่า ผลข้างเคียงอันนี้จะเป็นประโยชน์ขนาดนั้น!!

(ป.ล.  แต่ภรรยาคงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่ต้องปวดศีรษะทุกครั้ง…. ผมแนะนำให้ใช้ยาอื่นแทนไปแล้ว หวังว่าคงหายปวด
นะครับ!!..)

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Nuts about snacks
โรคหัวใจกับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ลดความดันโลหิตกันเถอะ
อาหารใจ
Women’s Heart
The angry beats


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.