Skip to content

ยาต้านเกร็ดเลือด

April 27th, 2015

Webmaster

ยาต้านเกร็ดเลือด

ยาต้านเกร็ดเลือด  ยาป้องเลือดแข็งตัว และยาละลายลิ่มเลือด เป็นยา 3 กลุ่มที่คน (และหมอ) ทั่วๆ ไป มักจะเข้าผิดคิดว่าเป็นยาประเภทเดียวกัน เรียกกันสับสนอยู่เสมอ ยาทั้ง 3 ประเภทนี้เป็นยาที่ถูกใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจและคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ  ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับยาทั้ง 3 ประเภทว่า  หน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ใช้ในภาวะใดบ้างที่เกี่ยวกับหัวใจและข้อดีข้อเสียมีอะไร

ก่อนอื่นต้องทราบว่า การแข็งตัวของเลือดนั้นเป็นระบบป้องกันตัวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีบาดแผลไม่ว่าภายในหรือภายนอกร่างกายที่บาดแผลจะมี  เกร็ดเลือดมาเกาะอยู่พร้อมๆ กับกระตุ้นให้โปรตีนต่างๆ ในเลือดมารวมตัวทำปฏิกิริยาเกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตรงบาดแผลเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆ (ถ้าเป็นบาดแผลนอกตัว ก็คือ สะเก็ดแผลที่เราเห็น) เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกจากร่างกายหรือไหลเข้าไปสู่อวัยวะภายใน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าจะเกิดการแข็งตัวของเลือด (ลิ่มเลือด) ได้ต้องเริ่มต้นที่เกร็ดเลือด

ถ้าบาดแผลเกิดขึ้นภายในหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะมีการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือดและเกิดลิ่มเลือดตามมา ถ้ามากเกินพอก็จะทำให้ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นนั้นอุดตันภายในหลอดเลือดเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ ดังนั้นในการป้องกันหรือรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนั้น  การใช้ยาทั้ง 3 กลุ่ม คือ ยาต้านเกร็ดเลือด  ยาละลายลิ่มเลือดและยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด จึงอาจจะมีประโยชน์ได้

ฤทธิ์ของยาต้านเกร็ดเลือด จะทำให้เกล็ดเลือดซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการเกิดลิ่มเลือดมาเกาะตัวรวมกัน  จึงไม่มีตัวกระตุ้นทำให้โปรตีนภายในเลือดมารวมตัวกันเป็นลิ่มเลือดได้ ตัวอย่างเช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) และโคลพิโดเรล (Clopidogrel) หรือซุปเปอร์แอสไพริน (Supper aspirin)

ส่วนยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านปฏิกิริยาของโปรตีนในเลือดซึ่งจะมาทำปฏิกิริยารวมตัวกันเกิดลิ่มเลือด (หลังจากเกร็ดเลือดเกาะตัวกันแล้ว)  ตัวอย่างของยาประเภทนี้ ได้แก่  Heparin ที่ต้องให้โดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือฉีดเข้าทางเส้นเท่านั้นและยา Cumadin หรือ Warfarin หรือบางครั้งมีชื่อการค้าว่า Orfarin ในบ้านเราซึ่งเป็นยาเม็ดใช้รับประทานได้

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่ใช้สำหรับละลายลิ่มเลือดซึ่งเกิดขึ้นแล้วในร่างกาย (เกร็ดเลือดเกาะรวมตัวแล้วและโปรตีนในเลือดทำปฏิกิริยากันแล้ว) โดยปกติร่างกายจะมีระบบที่จะสามารถละลายลิ่มเลือดได้เองอย่างค่อยเป็นค่อยไป  แต่ในบางครั้ง เช่น ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือภาวะอัมพาต อัมพฤกษ์ที่เกิดจากการที่หลอดเลือดถูกลิ่มเลือดอุดตันเหมือนกันนั้น เราอยากจะทำให้ลิ่มเลือดละลายหายไปได้โดยเร็วที่สุด  การที่จะรอให้ร่างกายละลายลิ่มเลือดเองนั้นอาจจะไม่ทันการ  จึงต้องใช้ยาบางประเภทซึ่งมีฤทธิ์ในการที่จะละลายลิ่มเลือดด้วยความรวดเร็ว  ยาประเภทเป็นยาที่ในปัจจุบันเป็นยาที่ค่อนข้างแพงและต้องให้โดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดเท่านั้น  ยังไม่มียาในรูปที่รับประทานได้

ทั้งยาต้านเกร็ดเลือด ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด และยาละลายลิ่มเลือดนั้น มีข้อดีและที่ใช้ตามที่ได้เล่าไว้ให้ฟังข้างต้น แต่ต้องไม่ลืมว่าการเกิดลิ่มเลือดนั้นเป็นระบบการป้องกันตัวของร่างกาย  การให้ยาที่ป้องกันไม่ให้เกิดมีลิ่มเลือดหรือการที่จะทำให้ลิ่มเลือดหายไปนั้นก็จะทำให้มีผลเสียเช่นกัน คือ จะทำให้ผู้ที่ได้รับยาเกิดเลือดออกและเสียเลือดในปริมาณที่มากได้  นอกจากนี้อาจทำให้เลือดแข็งตัวยาก บางครั้งถ้าเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมองก็จะทำให้เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ได้อีกเหมือนกัน ดังนั้นการใช้ยาทั้ง 3 ประเภทก็ต้องใช้ในภาวะที่มีความจำเป็นและได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์เท่านั้น (โดยต้องยอมรับผลเสียที่อาจเกิดขึ้นว่า มีโอกาสเกิดน้อยกว่าผลดีที่จะได้รับ!!)

คราวนี้อยากจะเล่าเรื่องยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นยาที่น่าสนใจเพราะเป็นยาที่มีและที่ใช้ในป้องกันและการรักษา  ภาวะต่างๆ ของโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี มีผลข้างเคียงน้อย  กลุ่มนี้มีทั้งยารับประทานและฉีดทางหลอดเลือดถ้าต้องการให้ยาออกฤทธิ์เร็วก็จะให้ยาทางหลอดเลือดซึ่งมีราคาแพงกว่ายาชนิดรับประทานมาก  ยาชนิดรับประทานที่เรารู้จักกันทั่วๆ ไป คือ  Aspirin

ยาแอสไพริน  (Aspirin) เป็นยาที่ถูกค้นพบมามากนานกว่า 100 ปีแล้วโดยการสกัดมาจากต้นไม้ประเภทหนึ่ง (ถ้าใครนิยมยาพื้นบ้านก็เราอาจเรียกว่า สมุนไพรได้เหมือนกัน!) ในทีแรกยาแอสไพรินนี้ใช้ในการรักษาอาการปวดศีรษะซึ่งได้ผลดีมาก ซึ่งให้ผลดีมากเมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่งพบว่า ยังสามารถทุเลาอาการปวดที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ปวดตามข้อ และลดไข้ได้เป็นอย่างดี

แพทย์แผนปัจจุบันในสมัยโบราณ (ซึ่งต่างจากแพทย์โบราณในสมัยปัจจุบัน)   ใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดไข้อยู่นานโดยไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่นอน ต่อมาหลังจากมีการศึกษาในห้องทดลองถึงได้ทราบว่า แอสไพรินออกฤทธิ์โดยมีฤทธิ์ต้านโปรตีนชนิดหนึ่งของร่างกายที่อยู่ในกระบวนการการเกิดการอับเสบ ซึ่งส่งผลให้มีอาการปวด เจ็บและมีไข้

การใช้ยาแอสไพริน สำหรับโรคหัวใจนั้น เกิดจากการที่ในระยะหลังพบว่า นอกจากแอสไพรินมีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ บรรเทาปวดลดไข้แล้ว ยังมีฤทธิ์ต่อต้านการเกาะรวมตัวกันของเกล็ดเลือดป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดได้ด้วย  ดังนั้นจึงมีผู้คิดที่จะใช้ยาแอสไพริน (เนื่องจากราคาถูก)  ให้กับผู้ป่วยทุกคนที่มีความเสี่ยงในการที่จะเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน  แต่ผู้ที่ได้ยาแอสไพรินก็จะมีความเสี่ยงต่อการที่มีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานยา

ทำให้มีการศึกษาในผู้ชายจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งรับประทานแอสไพริน และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับประทานแอสไพริน และติดตามดูคนในทั้งสองกลุ่มเป็นระยะเวลาหลายปีซึ่งได้ผลเพราะว่าในกลุ่มที่รับประทานยาแอสไพรินนั้น มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลันน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน

แต่อย่างไรก็ดีผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินนี้มีโอกาสเกิดภาวะเลือดออกโดยเฉพาะในทางเดินอาหารได้สูงขึ้น เนื่องจากแอสไพรินทำให้เกิดการระคายในกระเพาะอาหารและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้   ทั้งนี้จากการติดตามรักษานั้นพบว่า เมื่อรวมข้อดีข้อเสียแล้วยาแอสไพรินนั้นจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย ช่วงหลังแพทย์โรคหัวใจส่วนมากจึงแนะนำให้ผู้ที่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายอุดตันเฉียบพลันรับประทานยาแอสไพรินขนาดของเด็ก (Baby Aspirin) ทุกคน   ปัจจัยเสี่ยงที่ว่านั้นคือ คนที่เป็นเพศชาย อายุเกิน 50 ปี ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ และเบาหวาน

ยิ่งไปกว่านั้นเร็วๆ นี้มีรายงานว่า  ยาแอสไพรินขนาดต่ำๆ มีฤทธิ์ป้องกันการกลายของเนื้อชนิดไม่ร้ายเป็นเนื้อร้ายของลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

มีผู้ป่วยชายคนหนึ่ง อายุ 70 กว่าปี รักษาดูแลกันมาตั้งแต่อายุ 50 ปีเศษๆ  ไม่เคยมีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  แต่เป็นคนที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายชนิด คือ  มีทั้งไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูงด้วย    ในตอนแรกๆ ผมได้ให้แต่ยาเบบี้แอสไพริน (Baby aspirin) พร้อมกับยาลดไขมันและน้ำตาลกับยาควบคุมความดันโลหิต ซึ่งผู้ป่วยก็รับประทานอยู่อย่างสม่ำเสมอ  และเนื่องจากผู้ป่วยเป็นคนที่ดูแลสุขภาพตนเองค่อนข้างดี  ออกกำลังสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักตัวเป็นอย่างดี พร้อมทั้งรับประทานอาหารต่างๆ ตามที่แนะนำ  ระดับไขมันกับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงจึงอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ดีมาตลอด

แต่มาไม่กี่ปีนี้ ผู้ป่วยขอหยุดเลิกรับประทานยาแอสไพริน เพราะสังเกตเห็นว่ามีผื่นปื้นแดงๆ ตามแขนทั้งสองข้าง เหมือนมีเลือดออกอยู่ใต้ผิวหนังเป็นประจำ เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย สังเกตเห็นและไม่รู้ว่าโดนอะไรกระแทกมาหรือไม่ ผู้ป่วยคิดว่าถ้าหยุดยาแอสไพรินแล้วจะดีขึ้น ผมจึงยอมให้ลองหยุดยาแอสไพรินไปดู  ซึ่งผลก็คือ ผื่นแดงๆ ตามแขนที่เคยเป็นก็ดีขึ้นหลังหยุดรับประทานยา แต่ก็ไม่หายขาดเนื่องจากผื่นลักษณะดังกล่าวเป็นผื่นที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังเรียกผื่นดังกล่าวว่า “ผื่นผู้สูงอายุ (Senile purpura)”  มักจะเกิดในผู้สูงอายุที่มีผิวหนังบาง

อยู่ๆ เมื่อตอนต้นปีผู้ป่วยคนเดียวกันนี้ ขอรับประทานยาแอสไพรินใหม่เพราะตัวเองมีประวัติพี่น้องเป็นมะเร็งในสำไส้ใหญ่หลายคน และไปอ่านพบบทความว่า แอสไพรินสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ทำให้ผู้ป่วยกลัวจะตายแบบทรมานจากมะเร็งลำไส้

ผู้ป่วยอธิบายว่า ทีแรกที่ขอหยุดยาเพราะไม่กลัวตายจากโรคหัวใจเนื่องจากรู้ว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วยหัวใจมักจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน!!…. เขาคิดว่าไม่ทรมาน!!….. แต่กลับเป็นงั้นไป??……..

นิธิ มหานนท์

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

The old and the new
ความดันในปอด
Live long and lively
สังกะสี
โคเอนไซม์คิวเท็น
Getting fit after paralysis


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.