Skip to content

หัวใจรวนเร

June 2nd, 2015

Webmaster

หัวใจรวนเร IMG_3867

หัวใจปกติของคนเราจะมีความเที่ยงตรง บีบ (เต้น) ตัวเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 70 ครั้ง/นาที ขณะพัก เช่น ช่วงหลับ บีบตัวช้าอาจจะช้าลงได้ถึง 30-40 ครั้ง/นาที แต่เมื่อมีการออกแรงหรือตื่นเต้น ตกใจ หัวใจจะบีบตัวถี่ขึ้น เช่น เวลาวิ่งออกกำลังกาย หัวใจคนหนุ่มๆ สาวๆ จะบีบตัวได้เร็วถึง 140-160 ครั้ง/นาที แต่ไม่ว่าจะเป็นภาวะใด หัวใจคนที่ปกติจะบีบตัวเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำ ขณะพักหัวใจจะเต้นช้าเพียง 50-60 ครั้ง/นาที

เรื่องการเต้น (หรือบีบตัว) ของหัวใจนี้เป็นของแปลก คือ ถ้าหัวใจคนเต้นปกติ คือ สม่ำเสมอไม่เร็วจนเกินไป เจ้าของหัวใจจะไม่ค่อยรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้น ยกเว้นบางครั้งมีผู้ป่วยมาด้วยอาการที่รู้สึกว่า หัวใจเต้นเมื่อนอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

ทั้งนี้เนื่องจากว่าบางครั้งในเวลานอนหรือท่าทางบางลักษณะ จะทำให้มีการกดทับของหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณตื้นๆ ใต้ผิวหนัง จึงทำให้คนๆ นั้นรู้สึกว่ามีอะไรเต้นหรือได้ยินเสียงหัวใจเต้น ตุ๊บ..ตุ๊บ..ตุ๊บ.. แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เพราะหลอดเลือดแดงเราจะเต้น (แต่ไม่บีบ) ตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ

หัวใจปกติจะไม่ (รู้สึก) เต้น ถ้า (รู้สึก) ใจเต้น แสดงว่าไม่ปกติ!!?!!?

 

นทางตรงกันข้าม คนที่มีหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือเต้นเร็วกว่าปกติ จากการลัดวงจรของไฟฟ้าในหัวใจ (ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรืออัมพาต/อัมพฤกษ์ ได้!) จะมีความรู้สึกว่า ใจเต้น ใจสั่น และมักจะมาหาหมอด้วยเรื่องของอาการใจเต้น ดังนั้น:

ภาวะหัวใจรวนเร ที่จะเล่าให้ฟังกันในคราวนี้ไม่ใช่เรื่องของคนใจง่าย หรือคนที่ตัดสินใจอะไรไม่แน่นอนเป็นไม้หลักปักขี้เลน แต่เป็นเรื่องของหัวใจที่ควรบีบตัว (เต้น) สม่ำเสมอ กลับเต้นเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า “Atrail Fibrillation” เกิดจากการมีวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติเกิดขึ้นหลายๆวงที่ในหัวใจห้องบน ส่งสัญญาณมาตามใจชอบให้หัวใจสองห้องข้างล่างบีบตัวอย่างไม่สม่ำเสมอไม่ประสานกัน

ภาวะนี้ถ้าเกิดในคนอายุน้อยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากลิ้นหัวใจที่ผิดปกติ สำหรับในคนสูงอายุเป็นโรคนี้อาจจะเกิดจากสาเหตุที่มีความดันโลหิตสูง แล้วไม่ได้รับการควบคุมที่ดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วในคนอายุมากจะหาสาเหตุไม่ได้ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ถ้าตรวจที่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป จะพบภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดที่เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าถึงร้อยละ 20

ภาวะนี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีผล

  • ทำให้มีอาการใจเต้นใจสั่น เหนื่อยง่าย

  • หัวใจจะทำงานลดลงร้อยละ 10-15เนื่องจากหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ไม่ประสานกันทำให้เลือดที่ถูกปั๊มออกจากหัวใจนั้นมีปริมาณลดลงซึ่งถ้าเกิดขึ้นในคนที่มีอายุน้อยอยู่อาจจะไม่มีปัญหามากนัก แต่ในคนสูงอายุที่มีหลอดเลือดแดงตีบแคบ อาจจะเกิดมีอาการขาดเลือดของอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หรือหัวใจได้

  • จะทำให้เกิดกระแสเลือดวนไปวานมาอยู่ในหัวใจ เกิดมีลิ่มเลือดในหัวใจได้ ถ้าลิ่มเลือดนี้คงอยู่ในหัวใจก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าโชคร้ายลิ่มเลือดหลุดออกไปจากหัวใจ ล่องลอยไปตามกระแสเลือดในหลอดเลือดแดงต่างๆ ไปอุดตามอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมากๆ เช่น สมอง หรือหัวใจได้ ถ้ามีลิ่มเลือดไปอุดที่สมองก็จะทำให้เกิดอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ตามมา ถ้าอุดที่หัวใจก็จะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

มีการติดตามดูผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี พบว่า มีโอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด สมอง เกิดอัมพฤกษ์ประมาณร้อยละ 10-15 ราย/ปี (คือ ผู้ป่วยลักษณะนี้ 100 ราย จะเกิดอัมพฤกษ์/อัมพาตได้ 10 – 15 ราย ในระยะเวลา 1 ปี) ยิ่งผู้ป่วยมีอายุสูงมากขึ้นยิ่งมีโอกาสเกิดอัมพาตได้มากขึ้นอีกด้วย

ถ้าผู้ป่วยประเภทนี้มาพบแพทย์หัวใจ จะได้รับการแนะนำให้รับประทานยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ในปัจจุบันนี้ยาชนิดรับประทานมีอยู่เพียงชนิดเดียวมีชื่อว่า Warfarin (วอร์ฟาริน), Coumadin (คูมาดิน)หรือ Orfarin (ออร์ฟาริน) ซึ่งเป็นตัวยาชนิดเดียวกัน (เมื่อก่อนนี้ใช้เป็นยาเบื่อหนู!!)ยานี้จะป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ แต่ข้อเสีย คือ ผู้ที่รับประทานยา ถ้ามีเลือดออกหรือมีบาดแผลแล้วเลือดจะหยุดยาก เนื่องจากยาจะไปป้องกันการลิ่มเลือดซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังเกิดบาดแผลตามที่ต่างๆ เพื่อห้ามเลือดและสมานบาดแผล

ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้จึงต้องตรวจเลือดเพื่อวัดระดับของผลจากยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นถ้าผลของยามีมากเกินไป ถ้าเกิดแผลเล็กๆในลำไส้หรือกระเพาะอาหารก็จะทำให้เกิดมีเลือดออกในทางเดินอาหารมาก บางครั้งผู้ป่วยได้รับการกระทบกระแทบ เช่น เผลอไปเล่นกีฬาหรือได้รับอุบัติเหตุ ก็อาจจะมีเลือดออกเกิดจ้ำเลือดได้ง่ายๆ แต่ทางตรงกันข้ามได้รับยาน้อยเกินไปก็จะไม่ได้รับผลดีของยา เพราะผู้ป่วยแต่ละคนจะต้องการปริมาณยาไม่เท่ากันที่จะให้มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดสิ่มเลือดได้พอดีๆ ยิ่งไปกว่านั้นมีอาหาร อาหารเสริมและยาหลายชนิดที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้อีกด้วย

ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (ตัวต้นเหตุ) ลักษณะนี้ได้ผลดี ฉะนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่ถ้าแพทย์หรือหมอหัวใจที่ดูแลอยู่ไม่สามารถใช้กระแสไฟฟ้าช็อค (จากภายนอก!)เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นสม่ำเสมอได้แล้ว ก็จำเป็นจะต้องรับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดตลอดไป

ผู้ป่วยที่รับประทานยานี้ ถึงแม้จะได้รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิดก็ยังเป็นที่น่าเสียดายว่า การเกิดผลข้างเคียงของยา คือ มีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือเลือดออกผิดปกติ บางครั้งในสมอง!! หรือข้อต่างๆ ได้ถึงร้อยละ 1 – 3 ต่อปี (คิดคำนวณจากโอกาสเกิดอัมพาตร้อยละ 5-10 ต่อปี แล้วก็ยังคุ้มกันอยู่??)

โชคดีว่าเทคโนโลยี่ใหม่ในการรักษาหัวใจเต้นผิดปกติโดยการจี้หัวใจ (ไม่ใช่จี้ให้หัวเราะนะครับ…!!) ด้วยคลื่นวิทยุหรือที่เรียกว่า “Radio Frequency Ablation”นั้นได้ก้าวหน้าไปมาก ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (การเต้นของหัวใจ) สามารถส่งคลื่นวิทยุดังกล่าวเข้าไปจี้ตัดวงจรไฟฟ้าที่เป็นต้นเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติชนิดนี้ในหัวใจได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความรวดเร็วสามารถตรวจวัดดูการนำไฟฟ้าภายในหัวใจได้อย่างละเอียด ผลของการรักษาโดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุให้กับภาวะนี้จึงดีขึ้นมีผลสำเร็จถึงมากกว่าร้อยละ 80 เมื่อทำ โดยแพทย์ผู้ชำนาญทางด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้น

ผมมีผู้ป่วยผู้หญิงอายุ 80 กว่าปี ซึ่งได้รับการดูแลรักษากันมานาน เรื่องภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ชนิดเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว มีอาการใจสั่น บางครั้งเวียนศีรษะ บางครั้งออกแรงแล้วเหนื่อย เมื่อแรกพบกันนั้นพยายามตรวจหาสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติก็ไม่พบ จึงได้ให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไปนัก แต่ก็ไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาเต้นสม่ำเสมอตามปกติได้ จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือด Warfarin ถึงแม้ผู้ป่วยจะเป็นสูงอายุแต่ก็สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างใกล้ชิด โดยมารับการเจาะเลือดดูผลของยา ทำการวัดเลือดที่เรียกว่า “INR”ซึ่งผลเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกครั้ง

วันหนึ่งอยู่ดีๆ (จริงๆ อยู่ไม่ดี) คนไข้โทรมาหาผมว่า มีปัญหาเลือดออกจากริดสีดวงทวารหนักค่อนข้างมาก มากกว่าปกติทุกครั้งจนมีอาการเวียนศีรษะและรู้สึกหน้ามืด ผมจึงแนะนำให้รีบเข้ามาที่โรงพยาบาลทำการตรวจ ปรากฎว่าผู้ป่วยค่อนข้างซีด หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมออยู่เหมือนอย่างที่เคยเป็นแต่ไม่เร็วมากนัก ผลของการเจาะเลือด INR ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ประมาณ 2.5..!! เพราะเลือดออกค่อนข้างมาก ผมจึงได้ทำการหยุดยาที่ป้องกันลิ่มเลือดไว้ก่อน และให้เลือดไป 2 ถุง ในวันรุ่งขึ้นเลือดที่ออกก็หยุดไปเอง

เนื่องจากผู้ป่วยมีเลือดออกจากริดสีดวงทวารหนักเป็นประจำ ผมเกรงว่าจะเสียเลือดมากอีกจึงได้ตัดสินใจหยุดยา Warfarin นั้นแต่ให้ยาต้านเกร็ดเลือดประเภท Aspirin คนไข้แทนโดยหวังว่า ยาดังกล่าวจะป้องกันการเกิดลิ่มเลือดได้บ้าง (ยังไม่เคยมีการศึกษาใดๆ ที่สนับสนุนว่า การให้ยาต้านเกร็ดเลือดนี้สามารถลดการเกิดอัมพาตในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอได้)

หลังจากปรับยาไปได้ไม่นาน ผู้ป่วยคนเดียวกันนี้กลับมาพร้อมกับอาการเวียนศีรษะ ตาลายบ่อยๆ ซึ่งตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ จึงคิดว่าน่าจะเกิดจากลิ่มเลือดเล็กๆ หลุดจากหัวใจไปอุดตามหลอดเลือดฝอยในสมอง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใจให้ยาป้องกันการเข็งตัวของเลือดกลับไปอีกครั้งหนึ่ง และได้ปรับให้ผลของยาอยู่ในระดับที่ต่ำลง คือ INRเหลือเพียงประมาณ 1.4 – 2.0 ซึ่งก็ดูได้ผลดี เพราะหลังจากนั้นคนไข้คนนี้อาการเวียนศีรษะก็หายไป และไม่มีเลือดออกมากๆ จากริดสีดวงทวาร บางครั้งก็ต้องเสี่ยงกันทั้งผู้ป่วยทั้งหมอครับ!!………

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Nuts about snacks
ออมเงินเพื่อดูแลหัวใจ
ใจเร็วแต่อย่าใจร้อน
หลอดเลือดโป่งพอง
Down the memory lane
เลือกอย่างไรถึงจะใช่แบบที่ต้องการ


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.