Skip to content

ตรวจใจ

June 15th, 2015

Webmaster

ตรวจใจ

ได้ข่าว…..มีคนเคยได้รับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด (เขาว่า…!!) แต่ไม่พบความผิดปกติอะไร แล้วกลับเกิดหัวใจวายอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาไม่นานหลังจากการตรวจที่ว่านั้น ทำให้สงสัยกันว่าการตรวจทางหัวใจนั้นมีความแม่นยำถูกต้องหรือมีประโยชน์อย่างไรหรือไม่?

เพื่อความเข้าใจจึงขอเล่าเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของการตรวจและการแปลผลการตรวจต่างๆ ทางการแพทย์ที่หมอพึงทำให้ผู้ป่วย ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ที่ว่ามีดังนี้

  • ไม่มีการตรวจใดที่จะให้ผลที่ถูกต้องแม่นยำ 100%

  • ส่วนใหญ่แพทย์จะเริ่มจากการตรวจที่มีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดก่อน

  • การตรวจที่มีความเสี่ยง (หรือเจ็บตัว) น้อยนั้น ส่วนมากผลที่ได้จะให้ความถูกต้องและความแม่นยำน้อยกว่าการตรวจที่มี อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า

  • ถ้าตรวจหลายๆ อย่างพร้อมกัน ความแม่นยำถูกต้องจะสูงขึ้นด้วย (แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าผลที่ตรวจหลายอย่างๆ นั้นให้ผลขัดแย้งกันก็จะทำให้ทั้งผู้ป่วยและหมอสับสนมากขึ้นได้ด้วย!!)

  • การตรวจอย่างเดียวกันในคนเดียวกัน เวลาใกล้เคียงกัน ถ้าทำซ้ำหลายๆ ครั้งจะได้ผลไม่ตรงกัน (จน) ได้ (ทำให้ผู้ป่วยและแพทย์สับสนมากขึ้น)

  • การตรวจต่างๆ จะแม่นยำขึ้นถ้าผู้ป่วยให้รายละเอียดของอาการผิดปกติที่มีร่วมด้วยได้มาก (อาการ คือ ความรู้สึกผิดปกติที่ผู้ป่วยรู้สึก ถ้าผู้ป่วยไม่เล่าให้แพทย์ฟัง แพทย์ก็ไม่มีทางรู้ได้)

ยกตัวอย่าง ในเรื่องการตรวจหัวใจ เมื่อมีผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอก ถ้าทราบเพียงเท่านี้แล้วเดาว่า เป็นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น โอกาสถูกคงจะน้อยมาก แต่ถ้าทราบรายละเอียดของการแน่นหน้าอก เช่น เป็นมากเวลาทำงานหนักหรือออกแรง พักแล้วดีขึ้น รวมทั้งถ้าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงหรือมีประวัติครอบครัว แล้วเดาว่าผู้ป่วยรายนี้มีอาการแน่นหน้าอกจากปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โอกาสถูกก็จะมีมากขึ้น

หลังจากแพทย์ได้ซักถามอาการและตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว ถ้ายังสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็จะตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉยๆ (โดยนอนนิ่งๆ บนเตียง ไม่ได้ออกแรง) หรืออาจให้เดินทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการเดินสายพานพร้อมๆ กับดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (หรือถีบจักรยานหรือให้ยากระตุ้นหัวใจให้หัวใจทำงานหนักขึ้น) ที่เรียกว่า “Exercise Stress Test”ถ้ายังไม่แน่ใจก็อาจจะทำ Stress Test ร่วมด้วยกับการตรวจ Echo หรือคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ และในที่สุดอาจจบด้วยการฉีดสีเอ็กซ์เรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ แต่ทั้งนี้ส่วนมาก (มียกเว้น!) ควรจะทำเป็นขั้นตอนไม่ทำทุกๆ อย่างพร้อมๆ กันทีเดียว

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉยๆ ขณะที่ผู้ป่วยนอนพักบนเตียง (หัวใจไม่ได้ทำงานหนัก) นั้นอาจไม่แสดงความผิดปกติให้เห็น โอกาสที่จะบอกว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ได้นั้นน้อยมาก จึงต้องกระตุ้นให้หัวใจทำงานมากขึ้นโดยการเดินสายพาน (หรือบางครั้งให้ยา) นั่นก็คือ Stress testซึ่งถ้าทำ Stress test แล้วดูสมรรถภาพหัวใจจากการวัดคลื่นหัวใจเพียงอย่างเดียว (ไม่ร่วมกับการตรวจคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ) จะมีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคเพียงประมาณร้อยละ 70เท่านั้น แต่ถ้าทำการตรวจคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ หรือ ECHO พร้อมไปด้วยจะทำให้ความแม่นยำถูกต้องในการตรวจเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80ส่วนการตรวจด้วยการฉีดสีที่เราคิดว่าเป็นมาตรฐาน (ซึ่งน่าจะถูกต้อง 100%) นั้น บางครั้งมีผู้ป่วยบางรายที่อยู่ดีๆ (ความจริงน่าจะเรียกว่าอยู่ไม่ดี) หลังจากการฉีดสีแล้วพบว่าหลอดเลือดหัวใจปกติ แล้วยังเกิดมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังจากนั้นไม่นานได้เช่นกัน!!

จึงมีความสำคัญมากที่ที่แพทย์จะต้องอธิบายผลการตรวจที่ปกติเหล่านั้นให้ผู้ที่ได้รับฟังไม่เกิดความประมาท (เพราะทุกอย่างดูปกติ) และดูแลสุขภาพตัวเองต่อไปให้ดี

ในระยะหลังๆ นี้ มีตรวจร่างกายประจำปีที่รวมถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพาน ในคนที่ไม่เคยมีอาการผิดปกติของหัวใจ เช่น ผู้บริหารที่มีความเครียด (เพราะบริษัททั้งหลายเขากลัวขาดทุนถ้าท่านตายไป!…) ซึ่งผลการตรวจก็มักจะออกมาเป็นปกติ คือ ไม่พบลักษณะที่บ่งว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ในขณะนั้น!!..)แต่ผู้บริหารเหล่านี้มักมีปัจจัยเสี่ยงของการมีหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่มาก เช่น ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย น้ำหนักมาก สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง และบางคนอาจมีความเครียด จึงมีโอกาสที่จะเกิดหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ทั้งๆ ที่ตรวจไม่พบว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก่อนเลย

มีอยู่บ่อยๆ ที่ผู้หญิง อายุราวๆ 30 ปี มักจะมาด้วยอาการเจ็บแปลบๆ ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่เลย ไปรตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการเดินสายพานพบว่ามีความผิดปกติ บ่งว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทั้งๆ ที่ปกติก็แข็งแรงดี ออกกำลังกายได้และอาการเจ็บแปลบๆ นั้นก็เป็นอยู่แค่ 2-3 วันก็หายไปเอง

ผลการตรวจในรายผู้ป่วยเช่นนี้ ทางการแพทย์เราเรียกกันว่า เป็นผลผิดปกติลวง (false positive)ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้หญิง หลายๆ รายที่ในที่สุดต้องทำการฉีดสีให้เพราะถึงแม้จะอธิบายอย่างไรหลายๆ คนก็อดที่จะไม่สบายใจ เป็นกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจไม่ได้ แต่เมื่อได้ทำการฉีดสีเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างปกติถึงค่อยยิ้มออก

…อย่างว่าแหละ ผู้หญิงเดาใจยากจริงๆ !!… (แค่เฉพาะเรื่องผลการเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจนะครับ…)

ตรงกันข้าม วันก่อนมีผู้ชายอายุ 50 ปีเศษ ไม่เคยมีอาอากรผิดปกติทางหัวใจเหมือนกัน แต่เป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นนักธุรกิจเคยสูบบุหรี่จัด แต่หยุดสูบบุหรี่มาเกือบปีหนึ่งแล้วเพราะรู้สึกไม่ค่อยมีแรงเวลาเดินขึ้นบันได ผู้ป่วยรายนี้มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และอ้วน เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือดสูง มาปรึกษาเพราะไปตรวจสมรรถภาพหัวใจด้านการเดินสายพานมาไม่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะเดิน แต่เดินได้เพียงแค่ 3 นาทีเศษต้องหยุดเพราะเหนื่อยมาก

ในผู้ป่วยรายนี้ผมอธิบายไปทันทีว่า เขาคงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแน่ และผลการตรวจ Stress test นั้นเป็นผล “ปกติลวง (False negative)”เมื่อทำการเอ็กซ์เรย์ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจก็พบว่า มีหลอดเลือดตีบถึงสามเส้น ต้องทำการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบัลลูนไป

..นี่ก็เหมือนกันครับ… ผู้ชาย (หัว) ใจเอาชนะยากจริง!!…. (ก็เล่นทั้งอ้วน…..ทั้งสูบบุหรี่และไม่ออกกำลังกายจะไม่เป็นโรคหัวใจได้อย่างไร?)…

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Keep breathing
หัวใจออกกำลัง
ใจ กับ หิน
ยาลดความดันบางชนิดทำให้คนไข้เสี่ยงต่อการล้มและกระด...
Narrowed artery
ใจหญิง


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.