Skip to content

ปลายร้าย ต้น(หรือจะ) ดี?

June 29th, 2015

Webmaster

ปลายร้าย หรืต้นจะดี

คุณเคยปวดขาไหมครับ แล้วเคยคิดไหมครับว่า มันอาจจะเกี่ยวเนื่องกับหัวใจได้ อาการปวดขาเป็นๆหายๆ จะเป็นมากขึ้นเมื่อเดิน โดยที่พอเดินได้ช่วงหนึ่งก็จะปวด (มักจะเป็นระยะเวลาหรือระยะทางเท่าเดิม) เมื่อหยุดพักก็จะหาย พอเดินอีกก็ปวดอีก ถ้าเกิดมีอาการแบบนี้ละก็ อาจจะต้องสงสัยไว้ก่อนว่า หลอดเลือดส่วนปลายที่เลี้ยงขาของคุณอาจจะมีปัญหาเสียแล้ว!!  เมื่อหมอบอกว่าหลอดเลือดที่ขาที่มีปัญหา คนส่วนใหญ่มักไม่สนใจ แต่ถ้าบอกว่า หลอดเลือดหัวใจมีปัญหา รายไหนรายนั้นรีบมาหาหมอแทบไม่ทันละครับ!

คนไข้มักคิดว่าถ้าเป็นหลอดเลือดที่ขา ยังห่างหัวใจ ยังไงก็คงไม่ถึงกับตาย เก็บเอาไว้ก่อนก็ได้ เดินไม่ไหวก็เดินไปพักไป บางคนคิดไปเสียอีกว่า อายุมากแล้วย่อมปวดขาเป็นธรรมดา ดังนั้นคนที่ปวดขาเวลาเดินแล้วมาหาหมอ จะมีน้อยกว่าปวดใจ (เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาเดินหรือออกแรง) ทั้งๆที่อาการแบบนี้ถ้ามีหลอดเลือดส่วนปลายที่ขาตีบจริงแล้ว คนไข้มักจะตายด้วยหลอดเลือดหัวใจตีบ

อาการปวดขาเป็นๆหายๆดังกล่าวนี้ทางการแพทย์เรียกว่า Intermittent claudication ครับ จริงๆแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวก็มีหลายประการด้วยกัน เช่น จากหลอดเลือดแดงที่ขาตีบหรืออุดตัน เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาผิดปกติ เช่นถูกกดทับ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะทราบได้ว่าเป็นโรคไหน จากประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษเพิ่มเติม แต่เพื่อให้เป็นเรื่องของหัวใจจะขอพูดเรื่องของหลอดเลือดละครับ เพราะอย่างที่ผมบอกว่า อาการดังกล่าวมันเกี่ยวเนื่องกับหัวใจได้

แต่ก่อนหมอหัวใจเราก็ไม่ค่อยได้สนใจหรอกครับ ใครจะปวดขาปวดแข้ง แค่ปวดใจอย่างเดียวคนไข้ก็ล้นมือแล้ว แต่นั่นเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงที่ขานั้น จริงๆแล้วก็เป็นส่วนต่อจากหลอดเลือดที่มาจากหัวใจนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้าเราพบว่าหลอดเลือดแดงที่ขา(ซึ่งเป็นส่วนปลาย)ตีบ หลอดเลือดแดงที่หัวใจ (ซึ่งเป็นส่วนต้น) อาจจะเป็นส่วนที่มีปัญหาด้วย แต่ก่อนพอคนไข้มาหาแพทย์ด้วยเรื่องปวดขาดังข้างต้น แพทย์ก็มักจะรักษาเพียงอาการที่ขา ไม่ได้นึกเผื่อไปว่า หัวใจนั้นอาจจะมีปัญหาไปด้วยแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้เองการศึกษาในต่างประเทศ (คาดว่าในคนไทยคงไม่แตกต่าง) พบว่าถ้าติดตามคนไข้ที่มีอาการปวดขาหรือ Intermittent  claudication จะพบว่าคนไข้ดังกล่าวเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากหัวใจถึงร้อยละ 55 และอีกร้อยละ 20 ตายจาก โรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดอื่นๆ หรือเรียกว่า ประมาณร้อยละ 75 ของคนไข้ที่มีอาการปวดขาดังกล่าวจะตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด! ซึ่งนั่นก็หมายถึงคนไข้ที่มีอาการปวดขาดังกล่าว ไม่ใช่มีปัญหาแค่หลอดเลือดที่ขาแล้วละครับ แต่อาการของขาคงเป็นแค่อาการเริ่มแรกที่แสดงให้ทราบ แต่หลอดเลือดส่วนอื่นๆทั่วตัว คงมีปัญหาไปพร้อมๆกัน

ทั้งนี้บางคนที่มีหลอดเลือดแดงที่ขาตีบ แต่ไม่มีอาการ (ทราบได้โดยการตรวจพิเศษซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ) ถ้าติดตามคนกลุ่มนี้ไปก็ยังพบว่าร้อยละ 36 ตายจากโรคหัวใจ และถ้ารวมทั้งการตายจากสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ เช่น หลอดเลือดสมอง ก็ยังพบว่ากลุ่มที่ไม่มีอาการนี้ สาเหตุการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ยังมากถึงร้อยละ 52 ดังนั้นการตรวจประเมินเบื้องต้นของหลอดเลือดแดงที่ขา อาจจะมีความจำเป็นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีโรคหลอดเลือดอยู่แล้ว เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือ อ้วน เป็นต้น

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายเพิ่มเติม (อย่าลืมให้หมอแมะ ชีพจรที่เท้าและขาด้วยทุกครั้ง!!) และสำหรับการตรวจทางห้องห้องปฏิบัติการจะทำให้บอกได้ชัดขึ้นว่า หลอดเลือดแดงส่วนปลายของเรายังปกติดีอยู่หรือไม่ วิธีง่ายๆก็คือการวัดความดันที่ขา (ankle systolic blood pressure) เทียบกับความดันที่แขน (brachial systolic blood pressure) แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ค่าอัตราส่วนนี้เรียกว่า Ankle/Brachial Index หรือ เรียกย่อๆว่า ABI โดยถ้าค่านี้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.9 เรียกว่าหลอดเลือดแดงยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เพราะถ้าหลอดเลือดที่ขาตีบ ความดันก็จะลดลง คล้ายๆกับท่อน้ำที่ตัน ความดันน้ำในท่อน้ำก็จะลดลง) แต่ถ้าค่าที่ต่ำกว่านี้แสดง ความดันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงที่ขาลดลงกว่าปกติ ซึ่งบ่งถึงความผิดปกติของหลอดเลือดแดงได้ครับ

จริงๆแล้วการวัดค่าความดันโลหิตดังกล่าวอาจจะใช้วิธีวัดความดันโลหิตตามปกติที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป โดยวัดความดันที่แขนทีหนึ่งและที่ขาทีหนึ่ง แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน หรือ เดี๋ยวนี้จะมีเครื่องที่ทำหน้าที่วัดระดับความดันของทั้งแขนและขาได้โดยอัตโนมัติ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย สะดวกกว่า แต่แน่นอนก็แพงกว่าด้วย ยังไงก็ตาม ไม่ว่าวิธีไหนก็ใช้ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้ามีความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ขา  แม้จะมีอาการปวดหรือไม่มีก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าอาการปวดก็คือ มีแผลเรื้อรังแล้วรักษาไม่หาย แล้วอาจจะต้องตัดขา ที่สำคัญก็คือ การรักษาภาวะนี้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค เพราะนั่นก็คือ การรักษาหัวใจเราไปด้วย (เพราะปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบ ไม่ว่าที่ขาหรือหัวใจหรือสมอง ก็คล้ายๆกัน) คือ หยุดบุหรี่, ลดน้ำหนัก, ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด พร้อมๆกับการออกกำลังกาย

สำหรับอาการของ Intermittent claudication นั้น การรักษาที่ดีที่สุดคือ  การออกกำลังกายด้วยการเดิน! โดยจะต้องเดินด้วยความเร็วพอสมควรจนเกิดอาการปวดมากแล้วหยุดพัก พอหายปวดก็เดินต่ออีก ทำสลับกันคือ เดินแล้วพัก แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลาของการเดิน จนได้ระยะเวลารวมในการเดิน 30 นาที เดินอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน 3-6 เดือนครับ นอกจากนี้ก็คือ การรับประทานยาซึ่งมีส่วนช่วย การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด ทำได้แต่ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

สำหรับหลอดเลือดแล้วโอกาสที่หลอดเลือดส่วนต้น(หัวใจ)มีโรคร้ายแล้วปลาย  (หลอดเลือดที่ขา) จะดีก็คงยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเสมอไปนะครับ เพราะต้นจะร้ายปลายก็อาจจะดีได้ ถ้ารู้จักกลับตัวกลับใจ อยู่ห่างๆจากปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดไว้ พร้อมกับออกกำลังกายให้สม่ำเสมอนะครับ

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Food is medicine
ไม่ได้เจ็บหน้าอกจากหัวใจ
Live long and lively
เด็กอ้วนเสี่ยงเกิดความดันโลหิตสูง(blog)
ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเหงื่อท่วมกาย
สองเกลอหัวแข็ง: เบาหวาน ความดันโลหิตสูง


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.