Skip to content

ฝึกใจ

July 13th, 2015

Webmaster

DSC00202

ในระยะนี้ดูเหมือนว่าการออกกำลังกายกำลังเป็นที่นิยมกันในกลุ่มผู้สูงอายุ (ไม่ใช่คนชรา) วัยกลางคนและคนอายุน้อยๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน คือ กลุ่มวัยกลางคนส่วนใหญ่นิยมออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น ส่วนหนุ่มๆ สาวๆ นิยมออกกำลังกายเพื่อรักษารูปร่างและน้ำหนักให้ดูดีไว้สำหรับให้แต่งตัวสวยๆ งามๆ แล้วจะได้ใส่ชุด มองดู (จริงๆ ฝัน) เหมือนนายแบบ นางแบบ ในแมกกาซีน ในทางการแพทย์ระยะหลังๆ เริ่มมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังมากขึ้น เช่นผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ป่วยสูงอายุทั่วๆ ไป ที่ไม่ค่อยแข็งแรง ปวดตามข้อตามหลัง ขาไม่มีแรง โดยแพทย์หวังที่จะให้มีร่างกาย แข็งแรงขึ้น สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้ และยังทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีสุขภาพจิตใจที่ดี แจ่มใส นอนหลับได้สบาย

เมื่อสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน แพทย์แผนปัจจุบัน(สมัยนั้น) จะแนะนำให้ผู้ป่วยพักอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2-3 อาทิตย์แล้วกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ หลีกเลี่ยงการออกแรงหรือออกกำลังโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะกลัวว่าจะมีหัวใจวายซ้ำ ที่เราแนะนำเช่นนั้นเนื่องจากเกรงว่าผู้ป่วยหัวใจถ้าออกกำลังมากแล้วจะทำให้หัวใจวาย เพราะอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่หัวใจทำงานหนัก เช่น ออกแรง มีอารมณ์เครียด หรือโมโห ดังนั้นการออกกำลังที่ไม่ถูกวิธีจึงทำให้เป็นผลเสีย ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น

การศึกษาในระยะต่อมาเราพบว่า การที่คนปกติ ผู้ป่วยทั่วไปๆ หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจแล้ว ถ้าได้รับการออกกำลังกายถูกต้องตามแนวทางของผู้เชี่ยวชาญ จะมีโอกาสเกิดปัญหาทางหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังมาก ผู้ป่วยโรคหัวใจในบ้านเรามีความกลัวที่จะออกกำลังกายหรือทำงานหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ บรรดาญาติๆ จะทะนุถนอม ไม่ให้ทำอะไรมาก ซึ่งจริงๆ แล้วกลับทำให้ท่านผู้สูงอายุเหล่านั้นอายุจะสั้นลง (แถมเวลาที่เหลืออยู่ก็จะไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่)

จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ออกกำลังกายตามโปรแกรมที่แนะนำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างถูกต้อง จะลดอ้ตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลงถึง 30% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ เช่น ระดับไขมันลดลง น้ำหนักลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เบาหวานและความดันโลหิตในคนที่มีความดันสูงก็จะควบคุมได้ดีขึ้น หลังจากออกกำลังสม่ำเสมอ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยถึง 20% เข้าโปรแกรมการออกำลังกายดังกล่าว ซึ่งภายใน 5-10 ปี ข้างหน้า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ออกกำลังกายตามคำแนะนำนั้นจะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำลงมาก

ปัญหาสำคัญ คือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะวางแผนให้คำแนะนำได้มีไม่มากนัก และแพทย์หัวใจหรือแพทย์อายุรกรรมอื่นๆ ก็ไม่มีเวลาพอที่จะคุยและแนะนำผู้ป่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ บางท่านยังมีความเชื่อว่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นไม่มีประโยชน์มากนัก (เพราะตัวแพทย์เองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย) แต่ก็มีแพทย์บางท่านเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย พยายามให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเอง ซึ่ง มักจะไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากว่ามีเวลาให้กับผู้ป่วยไม่มากพอ ผมเคยได้ไปดูโปรแกรมการออกกำลังกายของผู้ป่วยในต่างประเทศ พบว่า แต่ละครั้งแพทย์ที่ควบคุมจะให้เวลาพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างละเอียดถึงกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การพักผ่อน หรือการทำงาน ก่อนที่จะปรับกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยเหล่านั้นให้เข้ากับการออกกำลังกายที่ควรจะทำ และยังต้องพูดคุยถึงเรื่องการรับประทานอาหาร การชักชวนผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งยากเหมือนเข็นภูเขาขึ้นครก)

ลักษณะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เราจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ความหนักเบา, ระยะเวลา, และความถี่ของการออกกำลังกาย หลายคนเช้าใจผิดคิดว่าการออกกำลังกายต้องเป็นการเล่นกีฬาหนักๆ จนเหนื่อยหอบ ต้องเหงื่อออกท่วมตัวถึงจะดี แต่การออกกำลังกายเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพและหัวใจนั้น เพียงแค่ออกกำลังกายปานกลาง เช่น เดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 20-30 นาที 3-4 ครั้ง/อาทิตย์ก็เพียงพอซึ่งฟังดูไม่มากเลย หลายคนพูดว่าไม่มีเวลา (มีเวลาเท่ากันทุกคน คือ วันละ 24 ชั่วโมง) แต่ถ้าเรานึกถึงว่า การใช้เวลาเพียง 20-30 นาที/วัน ไม่ได้มากไปกว่าเวลาที่หมด (เสีย) ไปในช่วงนั่งคุยกันหลังรับประทานอาหาร หรือการใช้เวลาอาบน้ำ แปรงฟันซึ่งทำเป็นประจำทุกวัน ถ้าคิดได้ว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน กลับมาถึงบ้านแม้จะเหนื่อยเพียงไหน ก็จะสามารถมีเวลาออกกำลังกายได้เช่นเดียวกับการล้างหน้า แปรงฟันก่อนนอนซึ่งทำกันได้ทุกคน

เมื่อ 6-7 ปี ที่แล้ว มีผู้ป่วยคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี เป็นผู้ชายมาโรงพยาบาล หลังจากมีเส้นเลือดอุดตัน แล้วเกิดกล้ามเนื้อตายเฉียบพลัน โชคดีที่รอดชีวิต (หรือโชคร้ายที่ยังมีชีวิต) ได้ แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เหลืออยู่ทำให้หัวใจเขาทำงานเพียง 20% เขาจึงต้องมาโรงพยาบาลเพราะมีอาการเหนื่อยหอบเวลาออกแรง หรือมีอารมณ์โมโห หรือเครียด เวลาทำงานหนัก เมื่อผมได้ตรวจผู้ป่วยแล้วก็หนักใจ ด้วยเหตุผลว่า กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายไปแล้วจากการที่เส้นเลือดอุดตันนั้น ไม่สามารถกลับคืนมาหรือแก้ไขให้เป็นปกติได้ และผู้ป่วยคนดังกล่าวก็รับประทานยาอยู่เพียงพอแล้ว จึงแนะนำให้เขาออกกำลังกาย แต่ผู้ป่วยก็ทำหน้าตกใจคิดว่าหมอพูดผิด เพราะเพียงแค่เดิน 400-500 เมตร เขาก็แทบไม่มีแรงแล้ว ผู้ป่วยรายนี้ค่อนข้างอ้วน น้ำหนักประมาณ 95 กิโลกรัม มีไขมันในเลือดสูงผิดปกติ และยังเป็นเบาหวานอีกด้วย ผมจึงให้เขาทำการทดสอบเดินสายพานดู ปรากฏว่าเขาเดินได้เพียง 3 นาที ก็มีอาการหอบเหนื่อยต้องหยุด ในขณะที่ทำการตรวจอื่น ๆ โดยเฉพาะคลื่นหัวใจ ไม่พบกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเหลืออยู่ (เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดได้ตายไปหมดแล้ว) ผมจึงได้ส่งผู้ป่วยไปเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ….. สามเดือนต่อมา เขากลับมาติดตามดูอาการกับผมอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าน้ำหนักเหลือ 75 กิโลกรัม ไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ และระดับน้ำตาลในเลือดจากเบาหวานสามารถคุมได้ด้วยการคุมอาหารเท่านั้น ไม่ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาล ที่สำคัญเขาเดินได้เป็นเวลาประมาณ 40-45 นาทีทุกวัน จากนั้นต่อมาอีกหกเดือน ผู้ป่วยคนเดียวกันนี้น้ำหนักเหลือ 72 กิโลกรัม และสามารถวิ่งช้า ๆ ได้เป็นระยะๆ 30 นาทีทุกๆ วัน ปัจจุบันนี้ (6 ปีผ่านไป) ผู้ป่วยรายนี้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งทุกวันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง สามารถทำงานได้เป็นปกติ เป็นผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำงานหนัก กลับบ้านช้าแต่มีเวลาออกกำลังกายทุกวัน การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ พบว่า หัวใจยังทำงานเพียง 20-25% เท่ากับเมื่อ 6 ปีก่อนหน้านี้!!

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าการออกกำลังกายไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ แต่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่เหลืออยู่ใช้เลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ ก็คือ ไม่เปลืองน้ำมันมาก แต่เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย แต่ให้กำลังแรงม้าสูงกว่าเครื่องยนต์ทั่วๆ ไป ผลของการออกกำลังโดยตรงต่อหัวใจนอกจากทำให้หัวใจมีประสิทธิภาพดีขึ้นแล้ว ยังทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วย ส่วนผลทางอ้อมอื่นๆ เช่นลดน้ำหนัก และลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็เป็นส่วนเสริมทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

ดังนั้น ความรู้ทางการแพทย์ในขณะนี้เปลี่ยนไป เดิมเคยคิดว่าถูก คือ ไม่ให้ออกกำลังภายหลังเป็นโรคหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะโรคหัวใจ ในปัจจุบันนี้กลับตรงกันข้าม เราทราบดีว่าการออกกำลังกายที่ถูกวิธีควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญนั้น สามารถทำให้มีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงไม่จำกัดทั้งอายุ เพศหรือโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ทั้งสิ้น แต่การออกกำลังกายที่ถูกวิธีจะทำให้ท่านอยู่ห่างจากโรคภัยทั้งปวง

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใจเร็วแต่อย่าใจร้อน
การตรวจหัวใจ
ความอ้วนกับโรคหัวใจ
Fishy advice
น้อยคนที่สามารถคุมระดับไขมันและความดันได้(blog)
ความสำคัญของการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.