Skip to content

หัวใจสัญจร (๑)

July 20th, 2015

Webmaster

หัวใจสัญจร 1

เมื่อต้นเดือนมีนาคมปีนี้ ผมได้รับเชิญไปเป็นประธานร่วมในการบรรยาย ๒ เรื่องของการจัดประชุมของวิทยาลัยแพทย์หัวใจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  (American College of Cardiology) ครั้งที่ ๕๔

ซึ่งปรกติถ้ามีเวลาว่าง ผมมักจะหาโอกาสไปร่วมประชุมด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะได้เจอเพื่อนๆที่กระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลกแล้ว ทุกๆปีก็จะได้รู้ถึงความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ในเรื่องของโรคหัวใจ

ปีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ การประชุมจัดที่เมืองออแลนโด้ รัฐฟลอริดา อากาศกำลังดี ประมาณ ๒๐ องศาเซลเซียส เว้นเสียแต่ว่าบางวันก็มีฝนตก ที่จัดประชุมใหญ่มาก คาดว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นหมื่นคน เดินกันในที่ประชุมถ้าไม่ได้นัดกัน โอกาสหากันเจอยาก

สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ หมอหัวใจหรือคนที่สนใจเรื่องหัวใจ ดูจากผู้ที่เข้าร่วมประชุมแล้ว หาคนอ้วนยาก ที่เราเห็นว่าฝรั่งส่วนใหญ่จะอ้วน ที่งานประชุมนี้หายากเป็นอย่างยิ่ง ที่อ้วนมากๆเท่าที่เห็นก็จะเป็นพวกเจ้าหน้าที่ต่างๆมากกว่า อาจจะเป็นไปได้ว่า คนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องหัวใจ คงต้องระมัดระวังเรื่องการกินอยู่ เพราะเห็นผลร้ายของการตามใจตัวตามใจปากมามาก และถ้าตนเองอ้วนเสียแล้ว จะพูดให้คนไข้คุมอาหารและออกกำลังกาย ก็คงจะยากล่ะครับ!!!

Theme ของการประชุมคือ “Bridging Science and Practive” เนื่องจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์นั้นมีมาก แต่การนำความรู้ความก้าวหน้ามาใช้ในการปฏิบัติจริงนั้นอาจจะมีไม่มากนัก ซึ่งก็คงมีหลายเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่งานวิจัยบางอย่างก็ยังต้องการพัฒนาอีกมากกว่าจะนำมาใช้กับคนไข้ได้จริง จนถึงกระทั่งแพทย์เองนั้นก็ไม่ได้ติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ได้ทัน

ดังนั้น Theme ของงานก็หวังที่จะทำให้คนไข้นั้นเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยการกระตุ้นให้แพทย์ได้นำความรู้ใหม่ๆมาประยุกต์ใช้ ผู้จัดงานประชุมได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยใหม่ๆมาก มีงานวิจัยเป็นพันเรื่องที่ส่งเข้ามา แม้ว่าเวลาจะมีให้นำเสนอได้แค่ประมาณร้อยเรื่อง แต่งานวิจัยก็คืองานวิจัยนะครับ ถ้าไม่ได้มีการนำมาใช้ในชีวิตจริง ประโยชน์ที่ได้ก็คงจะน้อย ดังนั้นการเชื่อมต่อระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประโยชน์จริงที่จะได้ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าการค้นพบสิ่งใหม่ๆครับ

เรื่องที่เก็บนำมาเล่าให้ฟัง ก็มีเรื่องของวิตามินอีซึ่งเป็นการทำการศึกษาในผู้หญิง จากผลการศึกษาก็พบว่า วิตามินอีไม่มีประโยชน์ในด้านการป้องกันการเกิดโรคหัวใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในผู้หญิง! สำหรับแอสไพรินซึ่งเป็นยาที่แพทย์หัวใจมักจะให้กับคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบทุกคน เพราะมีฤทธิ์ในด้านการป้องกันเลือดแข็งตัวนั้น พบว่าในผู้หญิงที่ไม่มีประวัติการเป็นโรคหลอดหัวใจมาก่อน และไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเลย

ก็พบว่ายาแอสไพรินในผู้หญิงกลุ่มนี้ ไม่ได้มีผลดีต่อหัวใจในด้านการป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) !!! แต่…กลับช่วยในด้านการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองอุดตันเฉียบพลัน ที่ก่อให้เกิดเป็นอัมพาต

ต่างกับการศึกษาซึ่งส่วนใหญ่ทำการศึกษาในผู้ชาย ที่พบว่าการรับประทานแอสไพรินในขนาดที่ไม่มากนั้น จะช่วยลดการป้องกันการเกิดปัญหาทั้งหลอดเลือดหัวใจและสมอง อย่างไรก็ตาม แอสไพรินยังเป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ

มาถึงเรื่องยากลุ่ม statin บ้างครับ ยากลุ่มนี้เป็นลดระดับคอเลสเตอรอล แต่ก็มีฤทธิ์ในด้านอื่นๆอีกมากด้วย เช่น อาจจะมีผลต่อการอักเสบของหลอดเลือด (ปัจจุบันพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจอาจจะมีสาเหตุจากการอักเสบเรื้อรังได้) โดยปรกติแล้ว แพทย์มักจะตั้งเป้าหมายการรักษาในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจให้ระดับไขมันแอลดีแอลต่ำกว่า ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งอาจจะไม่พอแล้วครับ!!

จากการศึกษาพบว่า ยิ่งระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำมากเท่าไหร่ ยิ่งน่าจะเป็นผลดีมากขึ้น นอกจากการดูระดับไขมันแล้ว ระดับโปรตีนที่บ่งถึงการอักเสบ (hs CPR) ของหลอดเลือดก็ลดลงด้วยจากการรับประทานยากลุ่มนี้ในระดับขนาดยาที่สูงพอสมควร ดังนั้นใครเป็นโรคหัวใจแล้ว แม้ระดับคอเลสเตอรอลไม่สูง แต่ไม่มียากลุ่มนี้รับประทานล่ะก็ต้องกลับไปถามคุณหมอ (แนะนำว่าควรเป็นหมอยา-อายุรแพทย์ที่ชำนาญการใช้ยานะครับ!!!) แล้วล่ะครับ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรับประทานได้นะครับ เพราะยาเองก็มีผลข้างเคียง โดยเฉพาะต่อตับและกล้ามเนื้อเหมือนกัน สำหรับเรื่องของการสวนหัวใจ ขยายหลอดเลือดก็มีอะไรใหม่ๆเยอะ มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ขดลวดเคลือบยาซึ่งพัฒนามากขึ้น (มีผลทำให้โอกาสเกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ได้รับการขยายใส่ขดลวดลดลง ไม่ถึงร้อยละ ๒ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ไม่มีขดลวดเคลือบยาการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดภายใน ๖ เดือนแรก อาจสูงถึงร้อยละ ๓๐!)

ปัจจุบันการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวดเคลือบยานั้น สามารถทำได้ผลดีในคนไข้โรคหลอดเลือดหัวใจได้เกือบทุกประเภทแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนยังมีข้อจำกัดในกลุ่ม คนไข้ที่หลอดเลือดบริเวณต้นขั้ว (Left main) ของหัวใจอุดตัน และคนไข้ที่มีหลอดเลือดอุดตันท้ง ๓ เส้น หรือผู้ป่วยเบาหวาน

แต่เดี๋ยวนี้ จากการศึกษาพบว่าการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใช้ขดลวดเคลือบยาได้ผลดีมากถึงแม้จะทำในตำแหน่งของหลอดเลือดบริเวณต้นขั้ว…หรือทั้งสามเส้น…หรือในผู้ป่วยกลุ่มที่เมื่อก่อนต้องรักษาด้วยการทำผ่าตัดบายพาสเท่านั้น และได้ผลดี

ส่วนหนึ่งจากการพัฒนาของตัวขดลวดเคลือบยา ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาด และหลายแบบมากขึ้น จะเหลือเพียงตำแหน่งของหลอดเลือดแดงใหญ่ตรงตำแหน่งที่เป็นทางแยกเท่านั้นที่ยังไม่สามารถใช้ขดลวดเคลือบยาได้ จึงอาจจะต้องยอมโดนผ่าตัดแหวะหน้าอกไปก่อนหรือ ซึ่งก็คงต้องรอการพัฒนาของเครื่องมืออีกระยะหนึ่งครับ…คงไม่นานเกินรอ

การที่มีการพัฒนาทำให้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยขดลวดเคลือบยานั้น ทำให้การพิจารณาในการรักษาคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ลดลง แม้ในบ้านเราเอง คนไข้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) ที่อายุน้อยที่สุดอายุเพียง ๒๑ ปีเท่านั้น ถ้าคนไข้อายุยิ่งน้อย และการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายยังดี การผ่าตัดซึ่งส่วนใหญ่แล้วอายุของหลอดเลือดที่นำมาเปลี่ยนนั้นไม่เกิน ๒๐ ปี (ส่วนใหญ่แล้วตันเร็วกว่านี้มาก)…คนส่วนใหญ่…ผ่าตัดบายพาสครั้งเดียวแล้วอยู่ไปตลอดชีวิต!

ถึงแม้การขยายหลอดเลือดเองนั้น ก็อาจจะมีการตันของหลอดเลือดได้ใหม่ ดังนั้นไม่ใช่ว่าการขยายหลอดเลือดหรือการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ จะเป็นคำตอบสุดท้ายของการรักษา เพราะทั้งสองวิธีไม่ใช่เป็นการทำให้โรคหายขาด การติดตามกับแพทย์อายุรกรรมหัวใจ เพื่อรับประทานยาที่เหมาะสม ออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ และทำจิตใจให้สบาย นั้นเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้หลอดเลือดที่ได้รับการศึกษาไปแล้วนั้น จะอยู่กับเรานานขึ้น

ยังไม่จบนะครับ สำหรับเรื่องราวใหม่ๆที่ได้จากการประชุม ไว้ฉบับหน้า ผมจะเล่าเรื่องผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของยาลดการอักเสบแบบไม่ใช่สเตียรอยด์กลุ่ม cox 2 (ที่มักจะให้ในคนที่เป็นโรคกระดูกและข้อนั่นล่ะครับ และเนื่องจากมีฤทธิ์ลดปวดได้ดี เลยนำมาใช้ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด รวมทั้งการผ่าตัดหัวใจด้วย) เรื่องของวิธีการรักษาแบบทางเลือก (alternative) ที่มีการใช้คนในไข้หัวใจมากอย่างไม่น่าเชื่อ

และเรื่องของยีนกับโรคหัวใจ ซึ่งรับรองว่าในไม่กี่สิบปีข้างหน้า โลกเราจะเปลี่ยนไปเยอะ จากการที่วิทยาการและความรู้เรื่อง ยีนž นี่ล่ะครับ

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขดลวดเคลือบยา
กินไข่แดงมากมีความเสี่ยงกับหลอดเลือดแข็งตัวพอๆกับส...
การมีสัตว์เลี้ยงพวกสุนัขหรือแมวช่วยลดความเสี่ยงเรื...
Live long and lively
วิตามินรวมและแร่ธาตุเสริม
ประโยชน์หลากหลายจาก EECP


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.