Skip to content

หัวใจที่อ่อนแอ

August 3rd, 2015

Webmaster

หัวใจที่อ่่อนแอ

หัวใจทุกดวง (ทั้งปกติและไม่ปกติ) ต้องการการดูแลอย่างทะนุถนอม ทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ

หัวใจของคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) นั้น ทางการแพทย์พบว่าถ้าเรา   (หมายถึง ทีมบุคลากรทางการแพทย์) ใส่ใจดูแลเป็นพิเศษแล้ว จะทำให้หัวใจดวงนั้นอยู่ได้นานขึ้น เจ้าของหัวใจก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และโอกาสที่จะต้องเข้าโรง (พยาบาล) ซ่อมแซมก็จะลดลงอย่างชัดเจนด้วย

ภาวะหัวใจล้มเหลวคืออะไร?

ภาวะนี้คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในสภาวะต่างๆ (คือ Supply น้อย Demand มาก!!) สาเหตุเกิดจากหลายประการ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานๆ ก็จะทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไป (เพราะต้องคอยบีบเลือดผ่านหลอดเลือดที่มีความต้านทานสูง) จนในที่สุด ก็ทนไม่ไหว เกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

นอกจากนี้ การติดเชื้อบางประเภทก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลง ถ้าเป็นมากก็ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หรือแม้แต่ความผิดปรกติของลิ้นหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

พูดรวมๆว่าความผิดปรกติของหัวใจทุกชนิด ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันเวลาแล้วก็จะทำให้หัวใจโต แล้วก็หัวใจล้มเหลวในที่สุด!!

อาการของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ก็เกิดจากการที่หัวใจไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานนั่นเองครับ ที่พบบ่อยคือ เหนื่อยหอบเวลาออกแรง นอนราบไม่ได้ บางคนต้องตื่นขึ้นมาตอนดึก เพราะนอนแล้วหายใจไม่สะดวก (เนื่องจากมีน้ำท่วมในปอด) แน่นจุกลิ้นปี่ (ตับมีน้ำคั่ง) หรือบวมตามแขนขา เป็นต้น

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ถ่ายภาพรังสีปอดและหัวใจ ก็จะพบหัวใจโต หรือน้ำในปอด ผลตรวจเลือดบางชนิด เช่น การทำงานของไตหรือตับก็อาจผิดปกติได้ในรายที่เป็นมาก ที่สำคัญของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก็คือ การทำนายโรคไม่ค่อยจะดีนักครับ โอกาสเสียชีวิตภายในห้าปีหลังจากมีภาวะหัวใจล้มเหลวสูงถึงร้อยละห้าสิบ เรียกง่ายๆว่า หนึ่งในสองคนที่มีภาวะนี้จะเสียชีวิตในห้าปี!!

ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งทั่วโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง สถิติผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมากถึงเกือบห้าล้านคน และทุกๆปีจะมีผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าแสนคน จำนวนผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับยี่สิบปีที่แล้ว พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากกว่าเดิมถึงสามเท่า

สาเหตุที่นับวันก็จะยิ่งพบว่ามีผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นทุกที ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่แพทย์เราดูแลหัวใจผู้ป่วยได้ดีกว่าแต่ก่อน ซึ่งก็คงรวมทั้งวิธีการรักษาต่างๆที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีผู้ที่รอดชีวิตจากโรคหัวใจต่างๆมากขึ้น แต่ในที่สุด ก็หนีสัจธรรมของชีวิตไม่พ้นหรอกครับ อายุมากขึ้นต่อให้หมอรักษาดีแค่ไหน หัวใจก็ย่อมเสื่อมไปตามอายุขัยอยู่แล้ว ในที่สุดก็หนีภาวะหัวใจล้มเหลวไม่พ้น ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้จะเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นประจำ เรียกว่า บางทีกินอาหารผิดสำแดงแค่มื้อเดียว (ในที่นี้คืออาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก เช่น อาหารรสเค็ม หรืออาหารที่ใส่ผงชูรส ซึ่งไม่เค็มแต่ก็มีเกลือโซเดียมอยู่) เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว

การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

แน่นอนครับ การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวมีเป้าหมายที่จะทำให้คนไข้อาการดีขึ้น และชะลอความเสื่อมของพยาธิสภาพหัวใจ แต่นอกเหนือไปจากนั้นก็คือ มุ่งเน้นที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ว่าภาวะหัวใจล้มเหลวหาย แต่อีกไม่กี่เดือนก็ต้องกลับมาอยู่โรงพยาบาล ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก

การรักษามีหลายวิธีครับ การรักษาโดยทั่วไปก็คือ การรับประทานยา ทั้งนี้ยาที่ใช้ในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมีหลายขนานและหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งจะแตกต่างไปตามสภาวะและความรุนแรงของโรค ยาที่ใช้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากั้นเบต้า เป็นต้น

นอกเหนือไปจากการรับประทานยาก็คือ การควบคุมภาวะที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ควบคุมการบริโภคน้ำและเกลือ เพื่อป้องกันน้ำเกินในร่างกาย รวมทั้งการดูแลร่างกาย เช่น รับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักเกิน เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ควรได้รับคำแนะนำเรื่องของการปฏิบัติตน และการใช้ยารวมทั้งผลข้างเคียงของยา สำหรับบางราย แพทย์อาจจะสอนวิธีการปรับยาขับปัสสาวะด้วยตนเองถ้าเป็นไปได้ สำหรับวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น ใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจ หรือเปลี่ยนหัวใจ (heart transplant) ในกรณีที่อาการเป็นมากขึ้น แพทย์จะต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

นั่นคือ การรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวโดยทั่วไป ซึ่งถ้ามีอาการเฉียบพลันก็มักจะต้องรับเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นที่สิ้นเปลือง รวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยดีนักของผู้ป่วย ที่ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ

สำหรับการรักษาในปัจจุบันมีหลายวิธีอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว แต่วันนี้ผมจะเล่าถึงการรักษาง่ายๆที่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะละเลยไป แต่ปรากฏว่าได้ประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นก็คือ การที่มีใครสักคน (ในที่นี้เป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์) คอยติดตามเอาใจใส่ ให้คำปรึกษาในการดูแลตัวเองกับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างใกล้ชิด เช่น ให้ความรู้ก่อนออกจากโรงพยาบาล โทรติดตามอาการและให้คำปรึกษาเบื้องต้นหลังจากผู้ป่วยกลับไปอยู่บ้านแล้ว

มีการศึกษาจากต่างประเทศพบว่า การใส่ใจจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ดังกล่าว ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมีอัตราการตายลดลง รวมทั้งการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็ลดลงชัดเจน ง่ายๆแค่นั้นเองครับ ไม่ต้องกินยาเพิ่ม ไม่ต้องผ่าตัด หรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แต่สิ่งที่ต้องทำสม่ำเสมอคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในภาวะเจ็บป่วย รวมทั้งการดูแลตัวเอง ให้กับผู้ป่วย

แต่การที่จะทำสำเร็จได้ต้องทำงานเป็นทีมครับ ทีมงานนี้ในต่างประเทศเรียกว่า Heart Failure Team ซึ่งผมขอตั้งชื่อว่า “ทีมหัวใจล้มเหลว” (ซึ่งฟังแล้วเหมือนผู้ร่วมทีมอกหักผิดหวังทั้งทีม!!)  ทีมนี้ประกอบไปด้วย แพทย์หัวใจที่ชำนาญการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว พยาบาล นักโภชนาการ แพทย์ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ และนักกายภาพบำบัด ลองดูนะครับว่า การดูแลหัวใจดังกล่าวมันยากสักแค่ไหน?

* คนไข้ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า ๒ กิโลกรัมในหนึ่งวัน   ควรรายงานแพทย์…เพราะน้ำหนักที่เกินมา ๒ กิโลกรัมจะเท่ากับว่ามีน้ำคั่งค้างอยู่ในตัว ๒ ลิตร!!

* ในบางกรณี อาจจะจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำ รวมทั้งของเหลวอื่นๆ (โดยเฉพาะในรายที่การทำงานของไตเสื่อมไป) ที่ดื่มหรือรับประทานในแต่ละวัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าปริมาณน้ำที่จะจำกัดคือเท่าไหร่

* จดบันทึกอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมที่รับประทาน ทั้งนี้ปริมาณเกลือที่มากเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายคั่ง (เพราะเกลือจะดูดน้ำไว้ได้มาก!!) ส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ในแต่ละวันควรจำกัดปริมาณเกลือโซเดียมไม่เกิน ๒ กรัมต่อวัน ซึ่งประมาณเกลือเกือบ ๑ ช้อนชา หรือน้ำปลาประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะเท่านั้น จะเห็นว่าอาหารที่รับประทาน

ในแต่ละวัน ปริมาณเกลือจะเกินอยู่แล้ว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรส รับประทานอาหารรสจัด อาหารที่มีผงชูรส (มีเกลือโซเดียมแต่ไม่มีรสเค็ม) อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เป็นต้น

* คนไข้ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเองว่ามีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวกำเริบ เช่น อาการบวม นอนราบไม่ได้ หรือเหนื่อยผิดปรกติ ถ้าเริ่มมีอาการที่ผิดปรกติไป ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ หรือติดต่อรายงานกันกับทีมงานที่ดูแลเรื่องหัวใจล้มเหลวโดยเฉพาะ

* การออกกำลังกายที่ง่ายๆ และทำได้เกือบทุกคน เช่น การเดิน ก็สามารถทำได้ โดยเริ่มจากเดินช้าๆ พักเป็นช่วงๆ จดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้แพทย์ปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมยิ่งขึ้นได้ ถ้าทำได้ดีและสม่ำเสมอก็จะทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น โอกาสที่จะเสียชีวิตก็จะลดน้อยลง ดังนั้นถ้าใครมีภาวะหัวใจล้มเหลวแล้ว แพทย์ยังไม่ได้วางโปรแกรมการออกกำลังกายให้ท่านแล้ว แสดงว่าท่านยังไม่ได้รับการรักษาเต็มที่ครับ!!

หลังจากที่ผู้ป่วยทุกรายได้รับคำแนะนำก่อนออกจากโรงพยาบาลในการปฏิบัติตนดังกล่าวแล้ว เมื่อกลับไปบ้าน ทีมแพทย์ (Heart Failure Team) ก็จะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น โทฯติดตามอาการ เยี่ยมบ้าน เป็นต้น รวมทั้งให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อที่ผู้ป่วยจะสามารถติดต่อเข้ามาถามปัญหาสุขภาพ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา!!

ในบางโรงพยาบาล บุคลากรในทีมจะปรับขนาดของยาที่ใช้ในการรักษา เช่น ยาขับปัสสาวะให้กับผู้ป่วยได้ทันทีถ้าจำเป็น ถ้าให้เข้ากับยุคเทคโนโลยีสมัยนี้ ก็อาจมีการใช้การติดตามทางโทรศัพท์ โดยให้ผู้ป่วยส่งรายงานอาการและความผิดปรกติรวมทั้งน้ำหนักจากที่บ้านถึงทีมผู้รักษาได้โดยตรงทุกวัน ทำให้แพทย์สามารถปรับการรักษาได้ทันที

ขณะนี้ก็มีการศึกษาที่กำลังทดสอบว่า การที่ผู้ป่วยใช้ระบบดังกล่าวโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยร่วมกับคนนั้นมีผลดีต่อผู้ป่วยบ้างหรือไม่ในแง่ของการลดอัตราการตาย หรือการเข้าอยู่โรงพยาบาลซ้ำ ซึ่งถ้าผลการวิจัยพบว่าการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดแบบนี้มีผลดี อีกไม่นาน เครื่องมือติดตามการรักษาผ่านทางระบบโทรศัพท์อาจจะเป็นที่แพร่หลายในบ้านเรามากยิ่งขึ้น

เรียกว่าหัวใจของผู้ป่วยที่มีภาวะล้มเหลวนี้ ต้องมีคนดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา ซึ่งก่อให้เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ป่วย เองก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาเข้านอนโรงพยาบาลบ่อยๆ ฝ่ายแพทย์เองก็ดีใจที่มีวิธีจะช่วยผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องให้ยาและใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่มีราคาแพงๆในการรักษา

ที่สำคัญคือ ถ้าใครมีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีญาติที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว ก่อนกลับบ้าน (กลับบ้านจริงๆนะครับ ไม่ใช่บ้านเก่า) อย่าลืมถามแพทย์ที่ทำการรักษาท่านว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวของท่าน (หรือญาติ)

* มีสาเหตุจากอะไร

* ครั้งนี้มีอะไรเป็นตัวกระตุ้น (มักจะมีตัวกระตุ้น เช่น รับประทานอาหารรสจัดคืนหนึ่งก่อน

เข้าโรงพยาบาล หรือเป็นไข้สูง)

* จะป้องกันตัวเองอย่างไร ที่จะไม่ต้องเกิดแบบนี้อีกในอนาคต

หัวใจของท่านแม้มีแค่ดวงเดียว แต่ก็ต้องการคนดูแลมากกว่าหนึ่งคนครับ!!

 นิธิ  มหานนท์