Skip to content

เลือดใส เลือดข้น หรือเลือดจาง

September 21st, 2015

Webmaster

เลือดใส เลือดค้น หรือเลือดจาง

บางครั้ง คำที่หมอใช้กับคำที่คนไข้ใช้ อาจจะมีความหมายไม่ค่อยเหมือนกันนัก ….. ก็เคยบอกกันไว้ก่อนแล้วว่า พวกหมอนี้ ไม่ใช่คน (ธรรมดา)  พูดภาษาคน (ธรรมดา) ไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไหร่……..

เช่นคำว่า “ฝากท้อง” สำหรับหมอ หมายถึง การฝากท้องของคนมีครรภ์ แต่คนทั่วๆ ไป“ฝากท้อง”ยังมีอีกความหมายหนึ่งคือ การฝากเป็นธุระช่วยจัดหาเรื่องอาหารการกิน!!!

พูดถึงเรื่อง “ฝาก”ขอออกนอกเรื่องหน่อย คือว่า เวลาคนไข้หรือญาติ มาบอกว่า ขอ “ฝากผีฝากไข้” หรือบางคนยิ่งหนักขอ “ฝากชีวิตไว้กับหมอ”….. ผมมักจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจมาก เพราะถ้าผมรับฝากไว้ก็ต้องมีวันคืนผีคืนไข้หรือคืนชีวิตให้ไป….. ถ้าเหมือนธุรกิจ เวลาคืนคงต้องมีดอกเบี้ยด้วย

“ผี” ผมไม่ชอบรับฝาก เพราะกลัวผี……..!!
“ไข้” ก็ไม่ชอบรับฝาก ………..เพราะอยากรักษาให้หายขาด ไม่อยากคืน “ไข้” กลับไปให้คนไข้ ……… เดี๋ยวจะหา
ว่าหมอเลี้ยง “ไข้”
“ชีวิต” ยิ่งไม่อยากรับฝากใหญ่ เพราะเวลาคืนไม่รู้จะคืนอย่างไร ต่างคนต่างมีกันคนละชีวิตเดียวเอง (หรือพระพุทธเจ้าท่านว่า ชีวิตหนึ่งที่ว่าเป็นของเรานี้ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ของเรา!!!!)

ถ้าใครอยากจะฝากอะไรจริงๆ ละก็  ขอแค่ “ฝากให้หมอดูแลสุขภาพ” จะดีกว่าครับ
กลับเข้าเรื่องภาษา(คำ)ที่หมอและคนไข้ใช้กันอย่างสับสนอีกชุดหนึ่ง คือ เรื่อง “เลือดใส”, “เลือดข้น” และ 
“เลือดจาง”
“เลือด” ในที่นี้ต้องทำเข้าใจให้ตรงกัน คือ ของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดทั้งหลอดเลือดแดง (artery) หลอดเลือดฝอย (capillary) และหลอดเลือดดำ(vein) ในร่างกาย โดยมีหัวใจเป็นตัวปั๊ม สูบฉีดให้เลือดนี้ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดทั้ง 3 ชนิดอย่างไม่หยุดนิ่ง

เลือด มีลักษณะเป็นของเหลวประกอบด้วย เม็ดเลือด, น้ำเลือด, สารละลายโปรตีนและไขมันต่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำเลือด  ส่วนใหญ่ของเลือดจะเป็นเม็ดเลือดต่างๆ ซึ่งเป็นเซลเล็กๆ เช่น เซลเม็ดเลือดขาว (White blood cell) มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม, เกร็ดเลือด (Platelets) มีหน้าที่ช่วย (ตั้งต้น) การแข็งตัวของเลือด เมื่อแผลหรือการบาดเจ็บฉีดขาดของหลอดเลือด  ป้องกันไม่ให้เลือดรั่วออกนอกระบบหลอดเลือด (คล้ายกับท่อน้ำที่แตกแล้วมีน้ำรั่วออกนอกท่อ) จนหมดตัว  และเซลกลุ่มใหญ่กลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เซลเม็ดเลือดแดง (Red blood cell) ซึ่งมีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

คำว่า “เลือดข้น” ในทางการแพทย์ หมายถึง เลือดที่มีความเข้มข้นของเม็ดเลือดสูงขึ้น เช่น ภาวะที่มีเซลเม็ดเลือดต่างๆ มากกว่าปกติ เช่น มะเร็งในเม็ดเลือดขาว หรือภาวะที่เม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติจากโรคบางชนิดหรือในคนที่สูบบุหรี่ ในภาวะเลือดข้นนี้จะส่งผลทำให้เลือดหนืดไหลเวียนในหลอดเลือดได้ไม่สะดวก (ช้า) …..หนืดคล้ายๆ นมข้นหวาน (เมื่อเทียบกับนมสด!!)

…..บางภาวะที่น้ำเลือดมีสารละลายบางชนิดอยู่มาก เช่น น้ำตาลสูงมากๆ หรือมีโปรตีนบางชนิดมากผิดปกติก็จะทำให้เลือดหนืด แต่ไม่ข้นได้เหมือนกัน

เมื่อเลือดหนืดไหลเวียนได้ไม่สะดวก (คิดถึงนมข้นกับนมสดไว้จะเข้าใจดี)  ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ดีหัวใจก็จะมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

ส่วน “เลือดจาง” ทางการแพทย์เราจะหมายถึง เรื่องของเม็ดเลือดแดงอย่างเดียว คนเราจะมีเลือดจางได้ก็ในคนที่ขาดธาตุเหล็ก เสียเลือดเรื้อรัง เช่น มีแผลในทางเดินอาหาร หรือมะเร็งในลำไส้ โรคเลือด หรือการขาดวิตามินบางชนิด

คนที่มีเลือดจาง เลือดจะไม่หนืด แต่กล้ามเนื้อหัวใจอาจจะขาดเลือดได้เนื่องจากขาดเม็ดเลือดแดงที่จะนำออกซิเจนไปเลี้ยง  ดังนั้น ในคนที่มีเลือดจางมากๆ  ถ้ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่ ก็จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกได้

“เลือดใส” คำนี้เป็นคำที่พวกหมอเราคิดกันขึ้นมาเองเพื่อไว้ใช้สื่อกับคนไข้ โดยหมายถึง เลือดที่ไหลเวียนได้สะดวก ไม่ได้หมายถึง เลือดที่ใสจน “โปร่งใส” หรือจางมากๆ แต่เลือดใสในที่นี้ คือเลือด “ไหลได้สะดวก” (ขอให้นึกถึงนมข้นหวานกับนมสดไว้อีก!!)

“เลือดใส” จึงไม่ใช่ภาวะที่ตรงกันข้ามกับ “เลือดข้น” แล้วก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “เลือดจาง” เลย!!

“เลือดใส” คือ เลือดไหลเงียบได้สะดวก…. เลือดที่ไหลไม่สะดวกอาจเกิดจาก “เลือดข้น” ได้ แต่ต้องข้นมากๆ จนเลือดหนืด แต่เลือดที่ไหลไม่สะดวกส่วนใหญ่เกิดจาก หลอดเลือดตีบแคบมากกว่า และการตีบแคบลงของหลอดเลือดนี้เกิดขึ้นมาได้สองวิธี

วิธีแรก คือ คราบไขมันกับหินปูนที่สะสม พอกหนาอยู่ด้านในของหลอดเลือด  ซึ่งมักจะพบในคนอ้วน, คนสูบบุหรี่, คนที่มีระดับไขมันในเลือดสูง, คนที่เป็นเบาหวาน, คนที่มีความดันโลหิตสูง และคนที่ไม่ออกกำลังกาย สะสมมากขึ้นๆ อาจทำให้หลอดเลือดตีบ

อีกวิธีหนึ่งคือ จากการรวมตัวกันของเกล็ดเลือดจับตัวเป็นก้อนลิ่มเลือดตรงบริเวณที่มีรอยถลอกหรือแผลของผนังด้านในของหลอดเลือด วิธีหลังนี้มักจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันต่างจากวิธีแรกซึ่งมักจะค่อยเป็นค่อยไป อาการเชียบพลันนี้มักจะเกิดในคนที่สูบบุหรี่, คนที่เป็นเบาหวานและคนที่มีไขมันในเลือดสูง

หมอหลายๆ คน บางครั้งจึงเรีอกคนเหล่านี้ว่าเป็นพวกที่มี “เลือดข้น” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ถูกต้องนัก เพราะคนกลุ่มนี้มี “เลือดไม่ใส”จริงแต่ก็ไม่มี “เลือดข้น” คนกลุ่มนี้มักจะได้ยาที่ป้องกันการเกาะรวมตัวกันของเกร็ดเลือดที่จะเป็นลิ่มเลือด เพื่อทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก (ก็คือ มีเลือดใสนั่นเอง!!)

ยา “ต้านเกร็ดเลือด” เหล่านี้ บางครั้งทำให้มีเลือดออกหรือเกิดแผลเรื้อรังในทางเดินอาหารได้ จึงทำให้เกิด “เลือดจาง” ตามมาได้อีกเหมือนกัน!!!

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาหัวใจ (ตอน 1)
ความดันโลหิตสูง ใช่โรคหัวใจหรือไม่
จิต หรือ ใจ
เรื่องของหมอ
Love your legs
Down the memory lane


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.