Skip to content

บางสิ่งที่เปลี่ยนไป

September 28th, 2015

Webmaster

บางสิ่งที่เปลี่ยนไป

ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เป็นนักวิ่งตั้งแต่อายุหนุ่มๆ  ตอนมาหาผมครั้งแรกอายุ 64 ปีแล้ว หลังจากดูแลกันมา 10 กว่าปี ตอนนี้คุณลุงยังแข็งแรง เมื่อเทียบกับคนอื่นที่อายุ 75 ปี มาติดตามการรักษาครั้งนี้ พอดีเป็นช่วงแข่งโอลิมปิก ผมก็เลยคุยกันเรื่องการวิ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอคุณลุงมา 3 เดือน

“ผมหยุดวิ่งแล้วครับ”…….  “มันรู้สึกว่าไม่ไหว ตอนนี้ใช้เดินเร็วๆแทน ว่าจะถามคุณหมอเหมือนกันว่า ไม่ได้วิ่งแล้วหัวใจผมจะแข็งแรงเหมือนเดิมไหมครับ?”

 

ทันทีที่ได้ยิน ผมออกจะผิดหวังนิดๆ ที่คุณลุงผู้เคยแข็งแรงของผม เปลี่ยนไป…. เอ หรือว่าหัวใจคุณลุงจะมีปัญหา  แต่พอซักประวัติตรวจร่างกายแล้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ คุณลุงยังแข็งแรงดี…ก่อนกลับคุณลุงยังไม่ลืมถามประโยคเดิมว่า

“ตกลง เปลี่ยนเป็นเดินแทนวิ่งอย่างนี้  คุณหมอว่าใช้ได้ไหมครับ จะน้อยไปหรือเปล่า”

วันนั้น ผมตอบคุณลุงไม่ได้ละเอียด (เพราะยังไม่รู้กระจ่างพอครับ) แต่พอเหลือบมองอายุ ว่า 75 ปี คำตอบก็เลยเป็นว่า “เดินก็ได้ครับ แต่ขอเป็นเดินเร็วๆ ก็แล้วกัน”

ตอนนี้ผมมีคำตอบให้คุณลุงแล้ว……..

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ(อย่างผม) ประเภทเหงื่อไม่ออกพลั่กๆ เป็นไม่เลิก  สมัยก่อนเขามีหลักการที่ว่า “no pain, no gain” ครับ คล้ายกับว่า เวลาออกกำลังกายต้องทำให้หนักเข้าไว้ถึงจะได้ประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีทั้งประโยชน์ทั้งโทษ  ลองดูตามแผนภูมิก็จะพอเห็นว่า เมื่อออกกำลังกายหนักขึ้นมีบางโรคหรือภาวะความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างเช่น โรคหลอดเลือดในสมองแตก หรือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ

และเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้น มักจะเกิดขึ้นเพราะเราลืมไปว่า  เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป  สังขารและความสมบูรณ์ (Fitness ไม่ใช่อ้วน!!) ของคนเราก็เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว สมรรถภาพร่างกาย และหัวใจ (หรือความฟิตนั่นเอง) ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอดและหัวใจ (exercise test) จะลดลงร้อยละ 5-15 ต่ออายุที่เพิ่มมากขึ้นทุก 10 ปีนับตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป!!!

เพื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นก็ลองคิดตามดูนะครับว่า เมื่ออายุ 25 ปีเราเคยวิ่งด้วยความเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้ความสามารถเพียงประมาณร้อยละ 66 ของสมรรถภาพสูงสุดของร่างกายในการวิ่ง เปรียบเทียบคือเป็นแค่ของกล้วยๆ ไม่เหนื่อยซักเท่าไหร่

ในขณะเดียวกัน คนคนเดิมเมื่ออายุ 65 ปี วิ่งที่ความเร็วเท่าเดิม (ประมาณว่าคนคนนี้ออกกำลังกายมาตลอด 40 ปี ก็จัดว่ามีความฟิตดี เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน)  แต่เมื่อ 40 ปีผ่านไปนี้ การวิ่ง 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องใช้ความสามารถร้อยละกว่า 80 ของสมรรถภาพสูงสุดของร่างกายเลยทีเดียว

เปรียบเทียบได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่หนักมาก เพราะถ้าเปรียบเหมือนรถยนต์ เราคงไม่อยากให้รถเก่าๆ ต้องวิ่งรอบ เร่งจัด (กว่า) อยู่นานๆ เหมือนรถใหม่ๆ เพราะเครื่องจะพังเอาง่ายๆ

ดังนั้นการออกกำลังกายที่เคยทำได้อย่างสม่ำเสมอ มื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง อาจจะไม่ใช่การออกกำลังกายที่เหมาะสมก็ได้ครับ เพราะถ้าออกกำลังกายในระดับเดิมเมื่อเทียบกับตอนอายุยังน้อย อาจจะเป็นการออกกำลังกายที่หนักเกินไปแล้วสำหรับวัยที่สูงขึ้น และการออกกำลังกายที่หนักเกินไป โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะออกกำลังกายก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อย่างเช่น การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อ  หัวใจ เป็นต้น

ทีนี้มาดูบ้างว่า ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนมาออกกำลังกายที่ไม่หนักเท่าเดิม เช่นเปลี่ยนเป็นเดินเร็วแทนการวิ่ง จะได้ประโยชน์หรือไม่

ต้องอธิบายก่อนว่า การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีนั้น ประมาณว่าเป็นแค่ระดับการออกกำลังกายระดับปานกลางก็พอ แล้วก็ออกให้นานขึ้น เช่น 30 – 60 นาที การออกกำลังกายระดับปานกลางที่ว่าก็คือ ระดับที่เหนื่อยประมาณ ร้อยละ  40-60  ของสมรรถภาพสูงสุดของร่างกาย (ไม่ใช่ว่าออกกำลังกายมากกว่านี้ไม่ได้ประโยชน์ จริงๆแล้วก็สามารถทำได้ถ้ารู้หลักการออกกำลังกายและเหมาะกับสภาพตนเอง) ลองมาพิจารณาถึงตอนอายุ 25 ปี การวิ่ง 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใช้ความสามารถรัอยละ 66 ของสมรรถภาพร่างกาย พอถึงอายุ 65 การออกกำลังกายที่ใช้ความสามารถเท่ากันนั้นก็คือการเดินเร็วๆ (แทนการวิ่ง) ด้วยความเร็วประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน  ซึ่งก็พอเหมาะพอสมกับสภาพร่างกาย และโอกาสเกิดปัญหาต่อกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อและหัวใจก็ลดลง

สำหรับคุณลุงคนนี้ ใจที่คิดว่าตนเองออกกำลังกายลดลง (เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน) ตามความเป็นจริงแล้วระดับความหนักของการออกกำลังกายไม่ได้ลดลงเลย เมื่อเปรียบเทียบกับอายุที่เปลี่ยนไป จริงๆแล้วเป็นการปรับการออกกำลังกายที่เหมาะสมเสียด้วยซ้ำไป หลักก็คือ เมื่อทำเบาลง ก็ออกกำลังกายให้นานขึ้น อย่าไปคิดว่าเราเคยทำได้เมื่อก่อนตอนนี้ก็ย่อมทำได้ อาจจะลืมนับไปว่า ที่ว่าเมื่อก่อนนั้น….กว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว!!!

อย่างว่าแหละครับ….. ผ่านไป 40 ปี

                หัวใจคนเราก็ เปี๊ยนไป๊……. อย่าคิดมากเน้อ!!!

นิธิ  มหานนท์

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Caring for the elderly
หัวใจที่อ่อนแอ
ลิ้นกับฟัน
ความดันโลหิตสูง ใช่โรคหัวใจหรือไม่
Angina and Heart Disease
กินปลาดีจริงหรือ


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.