Skip to content

จิต หรือ ใจ

November 30th, 2015

Webmaster

จิต หรือ ใจ

ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลร้ายทั้งต่อหัวใจและสมอง ที่หัวใจผลเสีย คือ กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาตัวขึ้นทำให้หัวใจโต มีเลือดไปเลี้ยงได้ไม่สะดวกซึ่งถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะเกิดภาวะหัวใจวายต่อไปได้  นอกจากนี้หัวใจของคนที่มีความดันโลหิตสูง จะมีโอกาสเกิดหลอดเลือดตีบหรือตันได้มากกว่าคนอื่นๆ

ส่วนผลเสียของสมองนั้น ได้มีบทความทางวิชาการตีพิมพ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน พบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างความดันโลหิตที่สูงขึ้นกับภาวะการมีเลือดออกในสมองและอัมพาต  ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตสูงและภาวะสมองขาดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพาตอีกประเภทหนึ่งนั้น กลับไม่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเหมือนกับภาวะอัมพาตจากการที่มีเส้นเลือดแตกในสมอง

การเกิดอัมพาตและอัมพฤกษ์จากโรคหลอดเลือดสมอง อาจมีสาเหตุจากหลอดเลือดตีบตันหรือหลอดเลือดแตกก็ได้ ทั้งสองภาวะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ไว้ว่างๆ จากเรื่องของหัวใจแล้วจะมาเล่าเรื่องของสมองให้ฟังกันโอกาสหน้า

หลังจากการศึกษาเรื่อง “ความดันโลหิตสูงและอัมพาต” ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ ทำให้มีการศึกษากันต่อไปว่า  ยาที่รักษาหรือลดความดันโลหิตที่สูงนั้นจะมีผลอย่างไรต่อภาวะอัมพาตจากการที่มีเลือดออกในสมอง (ความจริงน่าจะเดากันได้!!) ซึ่งก็พบว่า ยาที่รักษาภาวะความดันโลหิตสูงไม่ว่าจะเป็นยาประเภทใดสามารถลดการเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตได้ทั้งสิ้น โดยมีความสัมพันธ์ว่า  ถ้าลดความดันโลหิตตัวบนได้ 10 – 12 มิลลิเมตรปรอท  หรือตัวล่างได้ 5 – 6 มิลลิเมตรปรอทในคนที่มีความดันโลหิตสูงแล้วจะลดความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตได้ถึงร้อยละ 35 – 40   ยิ่งไปกว่านั้นยาลดความดันโลหิตสูงบางประเภทยังมีความสามารถในการป้องกันและรักษาไม่ให้หลอดเลือดต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะไตและหัวใจเสื่อมไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

การศึกษาเมื่อไม่กี่ปีมานี้พบว่า  ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์แม้จะมีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตสูง (ทั้งๆ ที่ไม่มีความดันโลหิตสูง) แล้ว ความดันตัวบนลดลงไปได้อีกถึง 12 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่าง 5 มิลลิเมตรปรอท ยังจะสามารถลดโอกาสที่จะเกิดอัมพาต หรืออัมพฤกษ์ซ้ำได้ถึงร้อยละ 43

ยังมีข้อมูลในเชิงระบาดวิทยาทั้งประชากรในทวีปเอเซีย ยุโรปและอเมริกาพบว่า ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงนั้นมีความสัมพันธ์กับโรคสมองเสื่อม คือ ในทุกๆ ความดันโลหิตที่สูงขึ้น 10 มิลลิเมตรปรอท จะทำให้ความจำหรือสมองลดลงถึงร้อยละ 7 – 9  ทั้งในกลุ่มประชากรวัยกลางคนและในวัยสูงอายุ และคนที่มีความดันโลหิตสูงโดยเฉลี่ยจะมีเนื้อปริมาตรสมองน้อยกว่าคนที่มีความดันปกติ  พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่มีความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเกิดสมองฝ่ออยู่มากกว่าคนทั่วๆ ไป

อาการผิดปกติของสมองหรือหัวใจที่เกิดจากความดันโลหิตสูงนั้น อาจจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในคนที่มีความดันโลหิตสูงเสมอไป  เช่น  ผู้ที่มีอาการทางหัวใจ  จะมีอาการเหนื่อยง่ายหรือจุกแน่นหน้าอกเวลาออกแรงอาจจะไม่มีอาการของสมอง เช่น เคยมีแขนขาอ่อนแรง  ชาหรือพูดไม่ชัด หรือในทางกลับกันอาจจะมีอาการสมองแต่ไม่มีอาการทางหัวใจก็ได้

ความสัมพันธ์อันหนึ่งที่อาจพบได้บ่อย คือ ในคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่นานแล้วมีกล้ามเนื้อหัวใจหนาเมื่อมีอายุมากขึ้น  จะมีโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะไม่สม่ำเสมอ  และการที่หัวใจที่เต้นไม่สม่ำเสมอนี้ ทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจซึ่งจะสามารถหลุดออกจากหัวใจไปอุดเส้นเลือดที่สมองทำให้เกิดอัมพาตและอัมพฤกษ์ได้เช่นกัน

ผู้ป่วยรายหนึ่งถูกส่งมาเพื่อรักษาต่อจากทางจังหวัดภาคใต้  อายุประมาณ 70 ปี  มีประวัติว่า 8 – 9 เดือนก่อนที่จะมาพบกัน เริ่มมีอาการเหนื่อย ไม่มีแรงและเดินเหินไม่สะดวก  มีความดันโลหิตสูงมา 7 – 8 ปี ซึ่งได้รับยาควบคุมความดันโลหิตมาตลอด แต่เนื่องจากอยู่ในที่ค่อนข้างไกลจากแพทย์จึงไม่ค่อยได้ตรวจวัดความดันโลหิตว่าความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติหรือไม่  ผู้ป่วยชอบเข้าวัดเข้าวาประจำและนั่งสมาธิสม่ำเสมอ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแต่ก็ไม่อ้วน  นอกจากอาการไม่มีแรงโดยทั่วๆ ไปแล้วก็ไม่เคยมีอาการแน่นหน้าอกหรือหอบเหนื่อยเวลาออกแรง (เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก!!)

จนกระทั่งหนึ่งอาทิตย์ก่อนถูกส่งตัวมา จึงเริ่มมีอาการเหนื่อยมากและนอนไม่หลับ  ลุกนั่งไม่ได้มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด  เป็นลมตลอดเวลา   แพทย์ที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดตรวจพบว่า  หัวใจเต้นช้ากว่าปกติมากเพียงแค่ 30 – 40 ครั้ง/นาที  ต้องใส่เครี่องกระตุ้นหัวใจชนิดชั่วคราวและส่งตัวมาเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวรต่อไป

หลังจากได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวรเรียบร้อยแล้ว  ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นมาก คือ มีแรงมากขึ้นแต่ก็ยังไม่ยอมเดิน  ไม่แน่ใจว่าที่ผู้ป่วยไม่ยอมเดินเพราะมีอาการเซ็ง (depress) ไม่อยากเดิน หรือเนื่องจากว่าไม่ได้ลุกออกจากเตียงนานหลายเดือนแล้วจึงเดินได้ไม่ถนัด ซึ่งเรื่องนี้มักจะเกิดในคนที่มีอายุแล้วไม่สบายต้องนอนพักในเตียงเป็นเวลานานๆ จึงได้ปรึกษาให้แพทย์ที่ชำนาญเรื่องฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจมาช่วยดูเพื่อแนะนำการออกกำลังและฝึกเดินให้กับผู้ป่วย

ความพยายามให้ผู้ป่วยรายนี้ลุกขึ้นเดินเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยดูหน้าตาสดชื่นและแข็งแรงดี  ความดันโลหิตและชีพจรก็ปกติ  เมื่ออยู่ในเตียงก็เคลื่อนไหวแขนขาได้รวดเร็วดูเป็นปกติดี

ผมทนไม่ได้ จึงถามผู้ป่วยไปว่า “ทำไม่ถึงไม่ยอมเดิน?”

ผู้ป่วยตอบว่า “หมอเคยบอกไว้ว่าเป็นโรคจิต ห้ามเดิน!!”

“ใครว่า คุณเป็นโรคจิตนะครับ”

ผมถามด้วยความแปลกใจ เพราะผู้ป่วยรายนี้ไม่มีวี่แววว่า จะมีโรคทางจิตเลย  พูดคุยกันรู้เรื่องดีมาตลอด ที่สำคัญไม่เคยได้ยินว่า โรคจิตประเภทไหนที่ห้ามผู้ป่วยไม่ให้เดิน

“ก็หมอเองนั่นแหละว่า ผมเป็นโรคจิต อย่าลุกขึ้นจากเตียงไม่งั้นจะเป็นลมหน้ามืดได้” ผู้ป่วยตอบ

ผมจึงตอบไปว่า

“ผมไม่เคยว่า ลุงเป็นโรคจิตนะครับ มีแต่โรคหัวใจเต้นช้าซึ่งก็รักษาให้ดีแล้ว”

ในที่สุดก็หายงง เมื่อญาติผู้ป่วยอธิบายว่า

“หมอ… ลุงแกหมายถึง โรคหัวใจนั่นแหละ  แกว่าโรคจิตกับโรคหัวใจน่ะ ก็คือโรคเดียวกัน!”

..เลยเพิ่งถึงบางอ้อ …  และตั้งแต่วันนั้นทำให้เข้าใจว่า  เรื่อง “จิต” และ “ใจ” ที่แท้เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง!!

 

นิธิ  มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ส้มหรือชมพู่
The angry beats
The end of the heart
ออกกำลังให้เหงื่อออกลดความเสี่ยงอัมพาต(blog)
บางอย่างที่เปลี่ยนไปเมื่อวัยใกล้เลข 3
Older and wiser


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.