Skip to content

หัวใจกับความอ้วน

January 4th, 2016

Webmaster

ไขมันกับความอ้วน

Hippocrates (ฮิปโปเครติส) ปรมาจารย์ทางการแพทย์  เมื่อ 400 กว่าปีก่อนคริสตกาล ผู้ซึ่งได้สร้างแนวความเชื่อใหม่ในยุคนั้นว่า การเกิดโรคต่างๆ นั้นล้วนแต่มีสาเหตุทั้งสิ้น มิได้เกิดจากผีสางนางไม้หรือเทวดาใดๆ สาปแช่ง เหล่ามนุษย์เดินดินเช่นพวกเรา  ได้เคยกล่าวไว้ว่า “Sudden dead is more common in those who are naturally fat than in the lean” แปลสั้นๆ ว่า  “คนอ้วนตายเร็วมากกว่าคนผอม” ขณะนี้ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังมีโรคระบาดใหม่เกิดขึ้น โรคที่ว่านี้ คือ “โรคอ้วน” ใครที่โชคดีมีเงินเหลือใช้ ได้ไปต่างประเทศแล้วไปเดินเที่ยวสวนสนุกหรือศูนย์การค้าต่างๆ คงจะเคยเห็นคนอ้วนมากๆ…ๆ…ๆ…  จนเดินไม่ได้ต้องนั่งอยู่ในรถเข็นหรือรถไฟฟ้า  มือขวาถือไอศกรีมโคนรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย  และบนตักมีถุงใส่ข้าวโพดคั่วขนาดใหญ่อยู่สลับรับประทานกับไอศกรีม!!

ถึงแม้ในประเทศไทยยังไม่พบเห็นผู้ที่มีความอ้วนอย่างแรงขนาดนี้  แต่จากการศึกษาโดยวิธีสังเกตพบว่า  เด็กไทยอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 10 ปีเศษ มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งในเมืองและชนบทที่ครอบครัวมีฐานะพอใช้ได้

การที่จะวัดหรือบอกว่าใครคนใดคนหนึ่งอ้วนนั้นไม่สามารถวัดแต่น้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวได้  มิฉะนั้นในคนตัวเตี้ยๆ เราคงไม่มีทางเป็นโรคอ้วนได้ เราจึงมีวิธีวัดมวลของร่างกายซึ่งคำนวณได้จากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งปกติแล้วไม่ควรเกิน 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

การวัดดูมวลของร่างกายนี้ ตามภาษาชาวบ้านก็คือดูว่า ใครเป็นคนเจ้าเนื้อ (จริงๆ ควรใช้คำว่า “หมู”มากกว่า “เนื้อ”) แต่ถ้าน้ำหนักส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อหรือกระดูกก็จะไม่ถือว่า คนๆ นั้นเป็นโรคอ้วน  การที่คนเราอ้วนเพราะมีการสะสมของไขมัน (เรียก “เจ้ามัน” แทน “เจ้าเนื้อ” ก็คงจะใช้ได้!) และไขมันส่วนเกินตัวนี้แหละครับที่ต่อๆ ไปจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับร่างกาย

“ไขมัน” คือ พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ พลังงานเหล่านี้ได้มาจากอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ถ้าวันไหนใช้ไม่หมดร่างกายจะเก็บไว้   ธรรมดาร่างกายใช้พลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทานไปในกิจกรรมต่างๆ เช่น เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย  หรือแม้แต่ย่อยอาหารก็ต้องการพลังงานเช่นกัน  ถึงอย่างนั้นก็ดีในขณะที่คนเรานอนอยู่เฉยๆ  นิ่งๆ ไม่ทำอะไร  ร่างกายก็ยังต้องใช้พลังงานอยู่บ้างแต่ในปริมาณไม่มากนัก  เพื่อซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สึกหรอและให้อวัยวะต่างๆ ที่ยังต้องทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน เช่น สมอง  หัวใจ ไต ปอด หรือลำไส้

พลังงานส่วนเกิน (ที่ใช้ไม่หมดในแต่ละวัน) จะถูกเก็บสะสมไว้ในเซลล์ (ซึ่งคือส่วนของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด) ที่เรียกว่า “เซลล์ไขมัน” คนที่รับประทานอาหาร (พลังงาน) เข้ามากกว่าที่ใช้ไปในแต่ละวัน พลังงานที่เหลือก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปไขมัน ไม่ว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปจะเป็นประเภท แป้ง, น้ำตาล, ผัก, ผลไม้หรือไขมัน ซึ่งเมื่อถูกสะสมอยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้เซลล์ไขมันในร่างกาย มีขนาดโตขึ้น และเพิ่มปริมาณมากขึ้น

พลังงานในรูปไขมันที่ถูกเก็บไว้นี้ จะไม่ถูกนำออกมาใช้ทันทีเมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น และเริ่มมีกิจกรรมต่างๆ ใหม่ เพราะการย่อยสลายไขมันเหล่านี้กลับมาเป็นพลังงานอีกทำได้ไม่สะดวกนัก ร่างกายจึงจะพยายามหาพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่มากกว่า เมื่อร่างกายมีความต้องการพลังงานเพิ่มก็จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ให้รู้สึกหิวต้องหาของรับประทานเพื่อให้ได้พลังงานเข้าร่างกายใหม่  ส่วนคนที่หยิบของใส่ปากโดยที่ไม่รู้สึกหิวบ่อยๆ นั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสมองส่วนไหนสั่งงานให้ทำหรือเพียงแต่เพราะความเคยชินของปาก (มือ)

ความอ้วนหรือเซลล์ไขมันที่มีขนาดเพิ่มขึ้นและใหญ่ขึ้นนี้มีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจอย่างยิ่ง  ผลที่ทราบกันโดยทั่วๆ ไป ก็คือ คนอ้วนนั้นมีโอกาสเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหัวใจล้มเหลวมากกว่าคนไม่อ้วน  ทั้งนี้เนื่องจากคนอ้วนมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  เช่น ความดันโลหิต, สูง, น้ำตาลในเลือดสูง, ไขมันในเลือดสูง, มากกว่าคนอื่นๆ  และคนอ้วนยังเป็นคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายเป็นประจำซึ่งทำให้หัวใจไม่แข็งแรงและเกิดหลอดเลือดตีบได้ง่ายกว่าอีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินปกติ ยังมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่น้ำหนักปกติถึงร้อยละ 30 – 40 การลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารและเพิ่มการออกกำลังกาย จะสามารถลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  ของโรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาได้ในบางราย

คนที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นตามปริมาณและขนาดของเซลล์ไขมันที่เพิ่มและโตขึ้น ถึงแม้ว่าในเนื้อเยื่อร่างกายที่เป็นไขมันมีเลือดไปเลี้ยงไม่มากนัก แต่ในคนอ้วนมากๆ นั้น เลือดที่ไปเลี้ยงไขมันต่างๆ ในร่างกายจะมีปริมาณมาก อาจจะถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณเลือดทั้งหมดที่ออกมาจากหัวใจก็ได้  ผู้ป่วยโรคอ้วนนี้กว่าร้อยละ 75 จะมีความดันในปอดสูงกว่าคนทั่วๆ ไปทั้งขณะพักและขณะออกกำลัง จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายถึงแม้ว่าเมื่อตรวจดูการทำงานของหัวใจจะพบว่า หัวใจบีบตัวแรงได้เป็นปกติก็ตาม แต่มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนที่น้ำหนักตัวปกติถึง 2 เท่า

ในคนน้ำหนักมากๆ ที่สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้จะพบว่า ความดันโลหิตจะต่ำลง  ขนาดของหัวใจที่อาจจะโตก็สามารถลดลงได้ และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันต่างๆ ก็จะทำได้ง่ายขึ้นด้วย

เรื่องปริมาณอาหารที่รับประทานกับน้ำหนักนั้น ส่วนมากผู้ป่วยโรคอ้วนกว่าร้อยละ 90 จะไม่ยอมรับว่าตัวเองรับรับประทานอาหารมากกว่าคนอื่นๆ แต่ความจริงก็คือในปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปเท่าๆ กันนั้น แต่ละคนสามารถย่อยสะกัดออกเป็นพลังงานได้ไม่เท่ากัน บางคนมาก บางคนน้อย รวมทั้งบางคนสามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน (และไม่เกิน) ได้ดีกว่าคนอื่นๆ บางคนเผาผลาญพลังงานได้ไม่ดี (ถ้าเป็นรถยนต์ก็จะดีกว่าเพราะไม่เปลืองน้ำมัน) ก็จะมีพลังงานเหลือเก็บสะสมไว้

คำตอบสุดท้ายสำหรับใครที่อ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ก็คือ รับประทานอาหารเข้าไปมากกว่าที่ร่างกายจะใช้ได้

เมื่อตอนสมัยที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ผมเคยมีผู้ป่วยเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 80 ปี สูง 140 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ  110 กิโลกรัม มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องของหัวใจล้มเหลว หลังจากตรวจต่างๆ แล้วไม่พบว่า มีความผิดปกติใดๆ ของหัวใจ  หลอดเลือดหัวใจและความแรงในการบีบตัวของหัวใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ  มีเพียงแค่กล้ามเนื้อหัวใจหรือผนังหัวใจหนาเพียงเล็กน้อยและหัวใจโตกว่าปกตินิดหน่อย แต่การคลายตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายไม่ปกติหลังจากให้การรักษาด้วยการให้ยาขับปัสสาวะแล้วอาการเหนื่อยหอบก็ดีขึ้น ผมได้แนะนำให้เธอลดน้ำหนัก (พูดเป็นภาษาอังกฤษครับ)  แต่เธอยืนยันว่าเป็นตายอย่างไรก็ตามเธอไม่ขออดอาหารอีก เพราะเมื่อตอนเป็นเด็กมีชีวิตอยู่ในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  เธอเคยถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกัน ทรมาน อดอาหารอยู่เกือบปี และเมื่อออกมาได้ก็อพยพมาอยู่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีอาหารการกินสมบูรณ์  เธอสาบานกับตัวเองว่า ชาตินี้จะไม่ขออยู่อย่างอดๆ อยากๆ อีก

สมความตั้งใจเพราะเธอไม่เคยอดอยากอีก แต่เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่อีกหลาย 10 ครั้ง ในช่วงแรก 12 เดือน ทุกครั้งที่เข้ามาก็จะทรมาน หอบมากจนบางครั้งต้องใส่ท่อช่วยหายใจ  แต่เธอก็หายได้ดีเป็นปกติแทบทุกครั้งที่ออกจากโรงพยาบาล และสามารถรับประทานอาหารได้เอร็ดอร่อย

…….จนกระทั่งมาวันหนึ่ง  เธอไม่ได้มาพบผมที่โรงพยาบาลตามนัด แต่ลูกสาวมาแทนและแจ้งว่า แม่ของเธอนอนหลับตายไปได้อาทิตย์กว่าๆ แล้ว

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ………………… จะ “อิ่ม” หรือจะ “อด”  ก็ต้องทรมานก่อนตายเหมือนๆ กันครับ!!!

นิธิ มหานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความลับ(ที่ไม่ยอมรับ)ของคนอ้วน
High Blood Pressure VS Heart Disease
Old & new remedies
The D Element
Love your legs
Do You Remember?


ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.

Comments are closed.