Skip to content

About Dr.Nithi

เปิดใจ…คุณหมอหัวใจธรรมะ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์

 

“จะต้องทำให้คนไข้ไม่กลับมาหาเราอีกให้ได้” คุณหมอหนุ่มใหญ่วัยกลางคน ผู้มีบุคลิกดี ดูเป็นคนรักสุขภาพ เป็นคนอารมณ์และจิตใจดี พร้อมเป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างมากในแวดวงการแพทย์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มอายุรแพทย์โรคหัวใจ รวมทั้งในแวดวงผู้ป่วยโรคหัวใจ

บุคคลที่เรากำลังกล่าวถึงนี้คือ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด (มหาชน) และอายุรแพทย์โรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่เดินทางไปศึกษาทางด้านอายุรกรรมยังประเทศออสเตรเลียตั้งแต่เริ่มต้นกระทั่งจบหลักสูตรแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ โดยครั้งนี้ได้ให้เกียรติวารสารวงการแพทย์ มาร่วมพูดคุยถึงอีกมุมหนึ่งของการเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ที่ใช้การแพทย์แบบผสมผสาน (Integrative Cardiology) เข้ามาเป็นตัวช่วยในการรักษา เช่น การฝังเข็ม รวมทั้งการใช้ธรรมะในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ แต่ก่อนจะกล่าวถึงแนวทางการรักษาดังกล่าว ขอแนะนำให้รู้จักกับคุณหมอคนพิเศษของเราอย่างเป็นทางการ

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เป็นบุตรชายของ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ และ นางฑิพา มหาเปารยะ เข้าศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนปานะพันธ์ และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (B.Sc.(Med)) จนจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2525 และแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล (M.D.) ในปี พ.ศ. 2527 หลังจากนั้นเป็นแพทย์ Intern ที่โรงพยาบาลศิริราช 1 ปี ก่อนไปศึกษาต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอายุรกรรมและอายุรกรรมโรคหัวใจที่ประเทศออสเตรเลียนานกว่า 9 ปี ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์แพทย์ประจำที่โรงพยาบาลศิริราชอีกกว่า 8 ปี และเมื่อได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านโรคหัวใจไม่นานก็ลาออกไปเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์หัวใจกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพในเวลาต่อมา กระทั่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งมีความสนใจและเชี่ยวชาญด้านการขยายหลอดเลือดหัวใจ “เหตุผลที่เลือกไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลียนั้น เนื่องจากทราบมาว่าประเทศออสเตรเลียมีความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยี และเน้นการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ดี ผมจึงตัดสินใจไปฝึกเรียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่นั่น ซึ่งได้รับความช่วยเหลือและการประสานจาก ศ.นพ.วีกิจ วีรานุวัฒน์ และหลังจากเรียนจบก็ได้เข้าไปทำงานต่อในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านหัวใจที่ The Prince Charles Hospital ที่เมืองบริสเบน ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ถือว่าผมเป็นแพทย์ไทยคนแรกที่เดินทางไปศึกษายังประเทศออสเตรเลียตั้งแต่เริ่มต้นจนจบหลักสูตรอายุรกรรม ซึ่งเหตุที่แพทย์ไทยไม่ค่อยไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียเพราะต้องใช้เวลาในการเรียนค่อนข้างนาน และสอบใบประกอบโรคศิลปะยากมาก ปัจจุบันนอกจากผมแล้วก็ยังไม่มีใครหลงไปอีกเลย (หัวเราะ)” ศ.นพ.นิธิ เล่าด้วยความภูมิใจปนอารมณ์ขัน

ย้อนกลับไปสู่ความสนใจในการเป็นหมอหัวใจ ศ.นพ.นิธิ เผยว่า “ผมรู้ตัวเองว่าอยากเป็นหมออายุรกรรมตั้งแต่แรก ส่วนหนึ่งเพราะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ ศ.นพ.วีกิจ วีรานุวัฒน์ ซึ่งผมรู้สึกชื่นชมเพราะท่านเป็นคนเก่ง รวมทั้งตอนเด็ก ๆ เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก อ่านแม้กระทั่งตัวหนังสือบนถุงกล้วยแขก หรืออะไรต่าง ๆ ที่มีให้อ่านจะอ่านหมด จำได้ว่าคุณพ่อไปงานศพ มักจะได้หนังสืองานศพมา ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะต่าง ๆ อ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็อ่าน ซึ่งมีหลายคนมักบอกว่าถ้าชอบอ่านหนังสือ ควรจะเลือกเรียนแพทย์ด้านอายุรกรรม ซึ่งผมก็เห็นว่าใช่ เพราะผมก็ชอบ ส่วนที่ตัดสินใจเรียนเฉพาะทางด้านหัวใจนั้น เพราะมีอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ผมก็ชื่นชมนั่นคือ นพ.สุเอ็ด คชเสนีย์ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์หัวใจที่มีความสามารถสูง เป็นแรงบันดาลให้ผมอยากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ”

สิ่งที่ทำให้คุณหมอท่านนี้เป็นที่รู้จักนั้นมาจากผลงานเด่นหลายด้าน ทั้งในบทบาทการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายต่อหลายชิ้น อาทิ เป็นหัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา Atenolol ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา ACEI ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจ Aortic และ Mitral รั่ว หัวหน้าคณะวิจัยสาขาย่อย เรื่องการใช้เลเซอร์ตกแต่งหลอดเลือดหัวใจในรายที่หลอดเลือดอุดตัน ฯลฯ รวมทั้งการเป็นแพทย์ที่สนใจศึกษาด้านธรรมะ โดยการนำเอาหลักการของธรรมะที่ได้ศึกษาและปฏิบัติมาถ่ายทอด และประยุกต์ใช้กับการทำงานในวงการแพทย์ได้อย่างดี โดยเฉพาะนำมาผสมผสานเป็นทางเลือกใหม่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ Integrative Cardiology นอกจากนี้ยังรับหน้าที่คอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร ‘ดิฉัน’ หนังสือพิมพ์ Bangkok Post และวารสาร RBSC มีงานเขียนรวมเล่มแล้ว อาทิ เรื่องของ (โรค) หัวใจ, รักษา (หัว)ใจ, ครอบครัวหัวใจแข็งแรง, หัวใจไร้โรค, แน่น เจ็บ ปวด อึดอัด รู้ไว้ห่างไกลโรค เป็นต้น วันนี้แม้จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลปิยะเวทมากกว่า 2 ปี แต่คุณหมอนิธิก็ยังตรวจผู้ป่วยเอง ไม่ได้ลดลงกว่าแต่ก่อน โดยยังคงดูแลผู้ป่วยในตอนเช้า ส่วนในตอนบ่ายจึงจะทำหน้าที่ผู้บริหารโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว “ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำ สวดมนต์ นั่งสมาธิ มาถึงโรงพยาบาลตอน 6 โมงครึ่ง ช่วงเวลาดูคนไข้ก็เป็นอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว เพราะจะเป็นคนนอนหัวค่ำ 3 ทุ่มไม่เกิน 4 ทุ่มก็จะนอนแล้ว ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ยกเว้นนานมาก ๆ จะมีรับประทานอาหารกับแขกของโรงพยาบาลบ้าง โดยผมจะใช้เวลาในช่วงเช้าดูแลผู้ป่วย จะมีการประชุมช่วงเช้า (Morning Brief) บ้าง อีกสักพักก็จะไปดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง หลังจากนั้นช่วงบ่ายก็จะมานั่งเซ็นเอกสารของโรงพยาบาล ดูเรื่องการประชุมต่าง ๆ แต่การจะทำงานทั้ง 2 อย่างให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยทีมงานที่ดีด้วย” ศ.นพ.นิธิ กล่าว เมื่อถามถึงมุมมองชีวิตของการเป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจ ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจมาหลายสิบปี ทั้งในโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชน ทว่าทัศนะการทำงานของคุณหมอที่มุ่งการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ยังคงเหมือนเดิม ก็ได้รับคำตอบว่า “ชีวิตการเป็นแพทย์ของผมไม่ค่อยหวือหวา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าจะมีแตกต่างกันบ้างคือ ความรู้สึกของการเป็นแพทย์จบใหม่กับการเป็นแพทย์ในปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างเปลี่ยน แปลงชัดเจน ด้วยประสบ การณ์ที่ได้เห็นอะไรมากขึ้น ทำให้วันนี้เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติมากขึ้นกว่าสมัยที่เรียนจบใหม่ ๆ แน่นอนว่าหากแพทย์ท่านใดช่างสังเกต ช่างจดจำ ก็จะได้ประสบการณ์มากกว่า เพราะประสบการณ์ทั้งหลายเกิดจากการช่างสังเกต ช่างจดจำนั่นเอง”

“ผมว่าหมอทุกคนเก่งเหมือนกันหมด บางคนเก่งด้านเทคโนโลยี บางคนด้านวิชาการ แต่การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยไม่เท่ากัน อย่างตอนที่อยู่ ร.พ.ศิริราช ผมก็พยายามไม่ให้คล้อยตามไปกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องตรวจผู้ป่วยคนหนึ่งแค่ 5-10 นาทีจบ เพราะมีคนรออยู่อีกมาก แต่จะพยายามให้เวลาคนไข้มากที่สุด ซึ่งเมื่อได้คุยนาน ๆ ผู้ป่วยก็พอใจ ขณะเดียวกันเราก็จะรู้สาเหตุที่ชัดเจนขึ้น” ศ.นพ.นิธิ กล่าวต่อว่า “สำหรับเป้าหมายในชีวิตก็มีเปลี่ยนไปบ้าง อย่าง 8 ปีที่อยู่ ร.พ.ศิริราช เป้าหมายหนึ่งนอกจากทำหน้าที่แพทย์รักษาผู้ป่วยให้ดีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายนั่นคือ ตำแหน่งศาสตรา จารย์ ซึ่งก็สามารถทำได้ไปแล้ว แต่เมื่อย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้ทำในเรื่องของวิชาการ แต่ก็ยังมีความสนใจเรื่องนี้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีเวลาในการศึกษาและติดตามเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องธรรมะ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีโอกาสได้ศึกษา ซึ่งขณะนี้ก็ได้นำหลักธรรมะเข้ามาผสมกับการแพทย์แผนปัจจุบันในการรักษาคนไข้ โดยหลายต่อหลายวิธีมีผลงานวิจัยสนับสนุนแล้วมากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับความสนใจแพร่หลายเท่านั้น บอกตามตรงว่าแพทย์บางท่านก็ยังไม่ทราบ และไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ เพราะมัวแต่หลงไปในเรื่องวิชาการในรูปแบบมากเกินไป” จะเห็นได้ว่าชีวิตของหมอหัวใจคนหนึ่งเริ่มมีเรื่องของธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้อง จนในที่สุดปัจจุบันคุณหมอได้นำเอาธรรมะมาผสมผสานกับการแพทย์ได้อย่างลงตัว“ผมเองเริ่มสนใจเรื่องธรรมะเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นคนรักการอ่าน จึงได้สะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The 7 Habits of Highly Effective people : 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง’ ผลงานของ สตีเฟน โควีย์ ซึ่งพออ่านก็พบว่านี่เป็นเรื่องของศาสนาพุทธทั้งนั้น ทั้งสิ่งที่เขาว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น จึงกลับมาอ่านธรรมะของเรามากขึ้น ก่อนหน้านั้นผมเคยบวชแล้วที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ตอนอายุ 25 แต่บวชไม่นาน ไม่ได้อะไรมาก ตอนหลังได้กลับไปหา ท่านหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ บอกว่าอยากฝึกปฏิบัติ ทำสมาธิภาวนาให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งท่านแนะนำให้ไปหาพระอาจารย์ประจวบที่จะสอนเราได้ ก็ได้ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่นั้น ไม่ได้เก่งอะไร แต่ทำแล้วรู้สึกดี ทำให้มีสมาธิ มีสติมากขึ้น ไม่ทุกข์มาก ไม่สุขเกิน” นอกจากหน้าที่หลักเป็นหมอหัวใจ ทำหน้าที่ดูแลรักษาโรคหัวใจให้ผู้ป่วยแล้ว ศ.นพ.นิธิ ก็ยังนำความรู้ที่มีด้านธรรมะมาช่วยดูแลจิตใจของผู้ป่วยไปพร้อม ๆ กันด้วย “ใช่ เรื่องการดูแลจิตใจเป็นการนำเอาอุเบกขาเข้ามาช่วย แต่การที่เราดูแลจิตใจคนไข้ก็เหมือนว่าเราอาจจะรับความทุกข์ของเขาเข้ามาด้วย คือเราไม่ต้องรับ แต่เราต้องรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร จิตที่อยู่กับเราขณะนั้นจะได้เป็นจิตที่มีเมตตา จะได้รักษาเขาได้อย่างถูกต้องตามสาเหตุ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานแพทย์ได้ดี เรื่องนี้เป็นอะไรที่จริง ๆ แล้วมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น” “คงเพราะจากการได้ศึกษาธรรมะทำให้มีมุมมองเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เปลี่ยนไป เข้าใจถึงจิตใจผู้ป่วยมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าคนไข้จะเจ็บป่วยมากหรือน้อย จะมาหาหมอในเวลาใด แสดงว่าเขาต้องมีความทุกข์ ถ้าเขาไม่ทุกข์จริง ๆ เขาก็คงไม่มา ฉะนั้นหน้าที่สำคัญของหมออันดับแรกคือจะต้องรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาให้หาย ทำให้เขาพ้นทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมย้ำและสอนแพทย์รุ่นหลังอยู่เสมอ ฉะนั้นแพทย์ที่ดีจะต้องมีความเมตตาเป็นพื้นฐาน” ศ.นพ.นิธิ กล่าว

ศ.นพ.นิธิ กล่าวเสริมอีกว่า “อีกสิ่งหนึ่งที่พยายามสอนแพทย์รุ่นหลัง ๆ อยู่ตลอดคือ ให้พึงคิดไว้เสมอว่าอย่าเอาปัจจัยเรื่องเงิน เวลา ความเหนื่อยจากการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้องขณะทำหน้าที่ เพราะการที่ผู้ป่วยเดินเข้ามาหาแพทย์นั้น จิตแรกของแพทย์คือต้องมีจิตที่อยากให้เขาพ้นทุกข์ และหายป่วยก่อน คือจิตที่มีเมตตา เนื่องจากผู้ป่วยเหมือนคนที่เป็นทุกข์ ซึ่งคนที่เป็นทุกข์นั้นจิตจะอ่อนไหว ถ้าจิตคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งก็คือแพทย์มีจิตที่แรงกว่า ผู้ป่วยก็จะสามารถรับรู้ได้ แต่ถ้าแพทย์ตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ อาจเพราะมีนัดในอีก 5 นาทีข้างหน้า จึงต้องการรีบตรวจให้เสร็จ แม้จะตั้งใจพูดหรืออธิบายอย่างไรผู้ป่วยก็จะไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยเขารู้สึกได้ เพราะคนมีทุกข์จิตจะอ่อนไหว เปิดกว้างรับความรู้สึกข้างนอกได้ง่าย”เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลาของการเป็นแพทย์โรคหัวใจได้ให้อะไรของตนเองบ้าง ศ.นพ.นิธิ ตอบว่า “ที่ได้แน่ ๆ คือเข้าใจมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกมากขึ้น อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า ผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้ามาหาหมอนั้นเพราะเขามีทุกข์ หน้าที่ของแพทย์อันดับแรกคือ รักษาเขาให้หายจากโรค ทำให้เขาพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ผมทำมาโดยตลอด และไม่เพียงรักษาให้เขาหายจากโรคนั้น แต่เราต้องทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นด้วย ซึ่งในทีมแพทย์หัวใจของผมมีแนวคิดที่ยึดมั่นร่วมกันว่า “เราจะต้องทำให้ผู้ป่วยไม่กลับมาหาเราอีกให้ได้” ไม่ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่เราจะต้องพยายามอย่างเต็มที่” “ทุกสิ่งที่ผมทำ ทั้งในด้านการทำงาน และการดำเนินชีวิตส่วนตัว ผมไม่เครียดแต่ดูเหมือนยุ่ง แต่ถ้าจัดการเรื่องเวลาดี ๆ ก็จะสามารถทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่จิตใจของตัวเราเองด้วย ถามตัวเองว่าเราพยายามทำเต็มที่แล้วหรือยัง ในฐานะแพทย์เราหวังดีกับคนที่อยู่ตรงหน้าเราแค่ไหน” นี่คือหลักการทำงานของหมอหัวใจธรรมะอย่าง ศ.นพ.นิธิ สำหรับอนาคต ศ.นพ.นิธิ จะยังมีเป้าหมายและมีความสนใจด้านใดอีกหรือไม่ คุณหมอคนเก่ง เผยว่า “ตอนนี้ให้ความสนใจเกี่ยวกับ Integrative Medicine ซึ่งดูแลคนไข้ทั้งด้านร่างกายและจิตใจควบคู่กันไปให้มีความสมดุล ยังมีศาสตร์อีกมากมายในโลกนี้ทั้งที่เคยรู้แต่ละเลย และไม่รับรู้มาก่อน ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือเทคโนโลยีราคาแพง เช่น เรื่องของ Integrative Medicine นั้นในต่างประเทศ แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เริ่มให้ความสนใจกันมากแล้ว เนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีข้อจำกัดในด้านการวินิจฉัยและการรักษาค่อนข้างมาก แม้ในคนที่เป็นโรคเดียวกัน อายุเท่ากัน เข้ารับการรักษาจากแพทย์คนเดียวกัน และใช้ยาชนิดเดียวกัน คนหนึ่งอาจจะหายแต่อีกคนอาจจะไม่หายก็ได้ ดังนั้นเราควรจะใช้ศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาช่วยเสริมด้วย เพื่อลดการใช้ยาและค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ที่สำคัญคือทำให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์จากโรคได้ แต่การนำศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ เราก็ยังต้องใช้ในกรอบเหตุและผลของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อยู่ เพื่อไม่ให้มีการถูกนำไปหลอกใช้กับคนที่กำลังมีทุกข์และสิ้นหวัง”“ศาสตร์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้กับผู้ป่วย ส่วนใหญ่ผมก็จะทดลองกับตัวเองก่อน เช่น การฝังเข็ม ผมก็จะลองเอาเข็มจิ้มตัวเอง (หัวเราะ) เพราะผู้ป่วยมักกลัวว่าการฝังเข็มจะเจ็บ ก็เลยลองกับตัวเองก่อน แม้แต่เรื่องการออกกำลังกายที่ผมมักแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อร่างกายที่แข็งแรง ผมก็จะต้องทำเองด้วย ซึ่งการได้ลงมือทำเองนั้นเพื่อเราจะได้รู้ว่าทำแล้วรู้สึกอย่างไร จะได้บอกและอธิบายกับผู้ป่วยได้ รวมทั้งการควบคุมอาหาร ผมจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานเท่าที่จำเป็น จะไม่ให้งด เพราะชีวิตจะไม่มีความสุข สิ่งเหล่านี้ผมลองทำมาหมดแล้ว”ก่อนการสัมภาษณ์ในครั้งนี้จะจบลง เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้ประโยชน์จากมุมมองความคิดของแพทย์หัวใจธรรมะท่านนี้ไม่มากก็น้อย ซึ่ง ศ.นพ.นิธิ ขอฝากข้อความถึงเพื่อนแพทย์และแพทย์รุ่นน้องทุกท่านด้วยว่า“ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ที่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง สิ่งที่ทุกคนต้องมีนั่นคือ เวลาทำงานต้องมีสติ เพราะงานต่าง ๆ อาจเกิดการผิดพลาดกันได้ แต่สิ่งที่เราทำนั้นเกี่ยวกับคน ความเจ็บป่วยผิดพลาดต้องน้อยที่สุดหรือไม่เกิดเลยจะดีที่สุด เพราะงานของแพทย์เป็นเรื่องของชีวิตและความทุกข์ของคน ฉะนั้นการทำงานทุกอย่างต้องมีสติ”…

อ้่างอิง

http://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=4904

ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้อ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของเว็บไซต์แต่อย่างใด โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณโพสต์แสดงความเห็น อาจจะมีการคัดกรองเนื้อหาได้ การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในประเด็น ห้ามโจมตีใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถแก้ไขหรือลบความคิดเห็นได้ทุกกรณี

   

Your words are your own, not related to the owner of this website. So be nice and helpful if you can. If this is the first time you're posting a comment, it might go into moderation. Keep comments on topic, no personal attacks, external linking for unrelated content. Administrator has right to delete, edit comments for any reason.