การกินน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมนั้นๆด้รับการส่งเสริมโดยที่เชื่อกันว่าจะสามารถทดแทนการกินปลาเพื่อให้ร่างกายได้รับไขมันดีคือโอเมก้า3แล้วจะลดความเสี่ยงต่างๆที่รุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบขนาดใหญ่ล่าสุดที่เปรียบเทียบคน12513คนแบ่งเป็นสองกลุ่มกลุ่มแรกได้น้ำมันปลา1กรัมของโอเมก้า3 6244คน และอีกกลุ่มหนึ่ง 6269คนได้ยาหลอก ติดตามดูไป 5 ปี ไม่พบว่าการได้รับน้ำมันปลาในปริมาณดังกล่าวสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดการเสียชีวิต,การเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน,การเกิดheart attack เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับยาหลอก
http://www.theheart.org/article/1536889.do?utm_medium=email&utm_source=20130517_topStories&utm_campaign=newsletter
มีข้อมูลจากการศึกษาพบว่าเพศชายที่ได้รับการเปลี่ยนเพศเป็นหญิง(M2F)และได้รับฮอร์โมนส์นั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน(heart attack)สูงขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่มีข้อมูลให้ทราบว่าการใช้ฮอร์โมนส์ดังกล่าวปลอดภัยในระยะกลาง 5-8 ปีหรือไม่อย่างไร การศึกษาจากประเทศเดนมาร์คที่ดู 193 M2F และ 128 F2M(หญิงมี่แปลงเพศเป็นชาย) ที่อายุเฉลี่ย 42.5 ปีเทียบกับคนที่เพศปกติ(ไม่ได้รับการแปลงเพศและใช้ฮอร์โมนส์เพศ)ตามดูไป 7.4 ปีก็พบว่า M2F มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและหลอดเลือดสมองอุดตันสูงกว่าคนทั่วไปในขณะที่ F2M ไม่พบความเสี่ยงแบบเดียวกันนี้แต่ทั้ง M2F และ F2M เกิดเบาหวานมากขึ้นกว่าคนทั่วไป
http://www.theheart.org/article/1539939.do?utm_medium=email&utm_source=20130517_topStories&utm_campaign=newsletter
มีอาหารหลายๆอย่างที่กินแล้วมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพสมองได้…..แต่ผมต้องขอย้ำนัครับว่าควรกินให้พอดี มีบทความจากทางคลีฟแลนด์คลินืคที่อเมริกาแนะนำอาหารที่จะช่วยเรื่องสมอง กับความจำครับ ในบทความนั้นเขาแนะนำว่ามี ไข่ซึ่งมีวิตามินBและโคลีนซึ่งเป็นสารจำเป็นของการทำงานของสมองและความจำ,ข้าวโอ๊ตซึ่งก็มีวิตามินBและโฟลิคที่จำเป็นกับสมองมากเช่นกัน,ปลาที่มีโอ้มก้า3มากๆเช่นแซลมอน ค๊อด ปลาทู ปลาเทร้าท์(แต่ระวังปลาเลี้ยงด้วยเพราะอาหารที่เลี้ยงทำให้ปริมาณโอเมก้า3ลดลงมาก),ช๊อคโกแลตและผลไม้ที่ลงท้ายว่าเบอรี่ทั้งหลายและทับทิมเนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะมากในช๊อคโดแลตและผลไม้เหล่านี้ที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดการอักเสบนอกจากนี้อาหารที่ควรกินก็เป็นพวกผักใบเขียวที่วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระมากเช่นผักโขมผักคะน้าเป็นต้นและควรดื่มเครื่องดื่มพวกกาแฟชาเขียวและไวน์แดงพร้อมหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสหวานครับ…..แค่นี้ก็จะทำให้สมองดีได้แล้ว
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
ลดกินเกลือโซเดี้ยมนอกจากช่วยลดความดันแล้วยังลดโอกาสเกิดอัมพาตและการตายจากสมองและหัวใจ(blog)
May 3rd, 2013
การลดอาหารรสจัดเพื่อลดปริมาณเกลือโซเดี้ยมที่ร่างกายได้รับแต่ละวันนั้นเป็นที่รู้กันว่าสามารถลดความดันโลหิตได้ทั้งตัวบนและตัวล่าง แต่ว่ามันส่งผลทำให้การเกิดปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจ,หัวใจและสมองลดลงตามไปด้วยหรือไม่นั้นยังไม่มีตัวเลขผลงานวิจัยออกมาให้เห็นกันชัดๆ แต่ล่าสุดได้มีการตีพิมพ์บทความรวบรวมผลารศึกษาการลดเกลือโซเดี้ยมในคนรวมแล้วหมื่นกว่ารายพบว่าถ้าลดปริมาณเกลือไปได้ประมาณ 4 กรัมต่อวันจะสามารถลดความดันโลหิตได้ 3-5 มมปรอท และพบว่าคนที่กินเกลือมากนั้นมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดอัมพาต,การเสียชีวิตจากอัมพาตและการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
หลายๆสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นเคยในอดีตและปัจจุบันบางครั้งก็ทำอันตรายเราได้โดยไม่รู้ตัว….อาจจะไม่ได้ทำร้ายใครได้ทุกคนแต่ก็ทำให้เราเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้มากขึ้นกว่าถ้าเราไม่ได้สัผัส นี่ก็มีรายงานว่า ยางมะตอยที่เรามักใช้ทำหรือซ่อมถนนพวกแอสฟัลท์ที่เปป็นโปรดัคพวก Coal tar นั้นทำให้คนที่สัมผัสทีละน้อยโดยไม่รู้ตัวไปนานๆมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 38 เท่า พวกCoal tar ที่่ใช้ทำหรือซ่อมทำให้ถนนเรียบนี้เมื่อเวลายางรถวิ่งบดผ่านไปมาก็จะกลายเป็นฝุ่นเล็กๆมากๆซึ่งตรวจพบปริมาณสูงในคนที่อยู่อาศัยชั้นล่างๆใกล้ถนนหรือลานจอดรถ และพวกที่จะยิ่งเสี่ยงมากคือคนที่ได้รับสารเหล่านี้ตั้งแต่เด็กๆ เช่นเด็กที่วิ่งเล่นตามถนนหรือที่จอดรถที่พื้นทำด้วยแอสฟัลท์
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
เป็นที่เข้าใจและรับรู้กันทั่วไปว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลในปริมาณไม่มากนักคือประมาณ 2 ดริ๊งค์ในผู้ชายและ 1 ดริ๊งค์ในผู้หญิงนั้นจะช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยที่ไม่ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอื่นๆโดยเฉพาะโรคตับ ในการดื่มที่มากกว่านี้นั้นกลับจะทำให้เสี่ยงกับการเสียชีวิตมากขึ้น แต่ความเสี่ยงเรื่องหัวใจและหลอดเลือดมีหรือไม่ยังไม่มีข้อมูลจนกระทั่งได้มีการศึกษาในพวกที่ดื่มมาก(binge drinker)คือผู้ชายดื่มมากกว่า 5 ดริ๊งค์ผู้หญิงมากกว่า 4 ดริ๊งค์ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง พบว่าคนกลุ่มนี้จะมีการทำงานของหลอดเลือดเสียไป ซึ่งลักษณะของการทำงานที่เสียไปของหลอดเลือดนี้เป็ขบวนการเริ่มต้นของการเกิดปัญหาหลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันต่อไป และการดืมลักษณะนี้ยังพบว่าทำให้เกิดความดันโลหิตสูงที่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวด้วย
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
มีการศึกษาวิจัยในระยะหลังๆนี้พบว่ามลพิษในสภาวะแวดล้อมมีส่วนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาโรคหัวใจ และล่าสุดก็ได้มีการศึกษาพบว่าคนที่มีที่พักอาศัยใกล้กับถนนที่มีการจราจรหนาแน่นมีเสียงดังโดยเฉพาะในเวลากลางคืนนั้มีความเสี่ยต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตัวมีหินปูนเกาะที่ผนังหลอดเลือดสูงขึ้นการศึกษานี้ติดตามดูคนอายุเฉลี่ย 60 ปีที่ไม่เคยมีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด 4238 รายรวบรวมตั้งแต่ปี 2000-2003 พบว่าคนที่มีบ้านอาศัยอยู่ริมถนนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยที่ทุุกๆ 5 เดซิเบลของเสียงที่เพิ่มขึ้นในตอนกลางคืนก็เพิ่มความเสี่ยขึ้นร้อยละ 3.9 และใบบริเวณถนนที่มีฝุ่นขนาดล็กกว่า 2.5ไมครอนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1 ของทุกๆปริมาณฝุ่นฝ 2.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในอากาศ…..สงสัยต้องหาทางไปอยู่ในป่าจะปลอดภัยกว่า
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
เป็นที่ทราบกันดีว่าในนักกีฬาและคนที่ออกกำลังกายประจำนั้นจะมีชีพจรที่เต้นช้ากว่าคนที่ไม่ฟิตไม่ค่อยได้ออกกำลัง จึงมีคำถามว่าคนที่ในภาวะปกติหัวใจเต้นเร็ว(แต่สม่ำเสมอ)นั้นมีความเสี่ยงทางหัวใจหรือไม่ จึงได้มีการศึกษาจากทางยุโรปติดตามดูคน 2800 คนไปสิบหกปีพบว่าชีพจรขณะพักที่สูงขึ้นทุกๆ 10 ครั้งต่อนาที จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตร้อยละ 16 หรือถ้าดูอีกด้านก็ได้ว่าคนที่ชีพจรขณะพักมากกว่า 80 ครั้งต่อนาทีจะตายเร็วกว่าคนที่ชีพจรขณะพักแค่ 65 ครั้งต่อนาที ดังนั้นเราจงควรออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือเพียงแค่ไม่นั่งนิ่งๆอยู่ในเก้าอี้นานๆเพราะทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ชีพจรขณะพักเต้นช้าลงได้ หรือแม้แต่การทำสมาธิภาวนาก็ช่วยให้ชีพจรเต้นช้าลงได้
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนั่งนานๆว่าเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางหัวใจและหลอดเลือดถึงแม้ว่าจะออกกำลังกายค่อนข้างมากเป็นประจำถึงสองชั่วโมงต่ออาทิตย์ตามที่แนะนำกันในปัจจุบันนี้ การศึกษาดังกล่าวเพิ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อต้นเมษายน2013นี้ศึกษาในผู้หญิงอายุ50-79ปีจำนวน71000คนติดตามไป12.2ปีพบว่าทุกๆหนึ่งชั่วโมงต่อวันที่นั่งเฉยๆจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิดปัญหาหัวใจและสมองร้อยละ1-2โดยที่ไม่ว่าจะออกกำลังเท่าไหร่โดยมีข้อยกเว้นในคที่ออกกำลังกายหนักมากคือวิ่ง5-10ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และความเสี่ยงของการนั่งเฉยๆนี้จะเห็นชัดขึ้นในคนอ้วน คนที่นั่งเฉยๆน้อยรวมน้อกว่าห้าชั่วโมงต่ออาทิตย์ความเสี่ยงจะลดน้อยลงด้วย
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม
เด็กๆสมัยนี้เกิดมามีปัญหาเรื่องภูมิแพ้กันได้มากส่วนหนึ่งอาจเกิดมาจากอาหารส่วนหนึ่งจาจจะเป็นมลพิษในสิ่งแวดล้อม มีรายงานการศึกษาในเด็กจากสวีเดน 3285 คนในช่วงอายุหนึ่งปีสองปีสี่ปีแปดปีแลสิบสองปีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่และอาหาร พบว่าเด็กที่รับประทานปลาเป็นประจำอย่างน้อยสองมื้อต่อเดือนเมื่เอามาตรวจเรื่องภูมิแพ้พบว่าเด็กที่ได้เริ่มรับประทานปลาเป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงต่ออาการภูมิแพ้ลดลงถึงร้อยละ 74 ในรายรายนี้กล่าวว่าผลการศึกษานี้น่าจะทำให้พ่อแม่ที่กลัวเด็กได้รับสารปรอทที่ตกค้างในปลานั้นต้องหันมาบริโภคปลามากขึ้นโดยเลี่ยงปลาที่อาจมีสารปรอทมากเช่นปลาฉลาม sword fish Mackeral Ahi tuna Marlin.เป็นต้น
อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติม




